jbook

วันหนึ่ง เมื่อคุณตื่นขึ้นมาและพบว่าคุณถูกขังอยู่ในห้องที่ไม่มีทางออก ไร้ซึ่งแสงตะวันและอิสรภาพ กับคนในห้องอีก 3 คนที่หนึ่งในนั้นอาจเป็นฆาตกร คุณจะทำเช่นใด

                                                                

 

ประตูที่ปิดตาย เป็นนิยายสืบสวนเน้นพล๊อต โดยเล่าถึงชายหญิง 4 คนที่เกี่ยวพันกับการตายของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แต่ผู้เป็นมารดากลับเคียดแค้น จึงลักพาตัวคนทั้ง 4 มาขังไว้ ทิ้งไว้เพียงน้ำและอาหารอย่างจำกัด และไร้ซึ่งการต่อรองใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาทำได้มีเพียงการทนอยู่ร่วมกันกับใครคนหนึ่งที่อาจเคยฆ่าคนมาแล้ว หรือไม่ก็ต้องหาทางออกมาให้ได้

 

 

พล๊อตเรื่องของ ประตูที่ปิดตาย ดูคล้ายๆกับ SAW ภาคแรกๆ ที่ตัวละครถูกลักพาตัวมาในห้องลับๆเพื่อเล่นเกมกับฆาตกรต่อเนื่อง Jigsaw  ซึ่งเหล่าผู้ที่ถูกจับขังนั้น มักจะไม่รู้ว่า สาเหตุใดที่เขา/เธอ ต้องถูกลักพาตัวมาเช่นนี้ แต่ในเรื่อง “ประตูที่ปิดตาย” จะเล่นกับจิตของคนมากกว่าเวลาที่ถูกขังในที่แคบๆ

 

แกนั้นล่ะคือคนร้าย?

“ประตูที่ปิดตาย” เป็นนิยายสืบสวนที่ผู้เขียน ค่อนข้างจะท้าทายผู้อ่านอย่างยิ่ง และน่าจะเรียกว่าเรื่องสั้น มากกว่านวนิยาย หนึ่งเพราะทั้งเรื่องมีตัวละครหลักเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซ้ำการดำเนินเรื่องยังตะลุยแบบม้วนเดียวจบ ไม่มีแบ่งเป็นองค์ย่อยๆ โดยเล่าสลับกันไประหว่างเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบัน และแทบไม่มีการกล่าวถึงผู้อื่นอีกเลย ซึ่งหมายความว่า ปริศนาทั้งหมดมันก็อยู่ที่คนแค่ 4 คนนี้ล่ะที่ซ่อนเอาไว้

 

เหมือนเวลาทำข้อสอบปรนัยที่มีตัวเลือก ก ข ค ง เวลาก็มีให้เหลือเฟือ ก็จนกว่าคุณจะอ่านจบนั่นล่ะ

แล้วคุณจะรับคำท้าของนักเขียนหรือเปล่า?

 

แนะนำอย่างยิ่ง สำหรับคนชอบนิยายสืบสวนที่ท้าทายสมอง

 

แถมท้าย ในที่สุด หลังจากติดวันหยุดที่ 23 ที่ผ่านมา เมื่อการไปรษณีเปิดทำการ พัสดุเล่มหนึ่งก็มาถึงมือผม

 

บุหงาปารี นวนิยายแฟนตาซี อิงประวัติศาสตร์ของคุณวินทร์ เลียววาริณ หรือเวอร์ชั้นนิยายของ "ปืนใหญ่จอมสลัด"

 

ลายเซ็นคุณวินทร์

 

นิยายหนามากๆพอๆกะปีกแดงเลย แต่เบากว่าเยอะ ทีแรกกะว่าจะอ่านให้จบก่อนไปดูหนัง แต่สงสัยกว่าจะอ่านจบ หนังคงออกโรงพอดี เฮอะๆ

ไปอ่านต่อละครับ

edit @ 24 Oct 2008 21:53:54 by PeterBen

 

หลังจากได้เคยทดสอบฝีไม้ลายมือของ ทาคาโนะ คะซุอากิ มาแล้วจาก บันได 13 ขั้น ปริศนาจากแดนประหาร ที่ทำให้ผมทึ่งในพล๊อตเรื่องจนวางไม่ลง เมื่อได้มาเห็น คนขุดสุสาน ซึ่งเป็นผลงานจากนักเขียนท่านเดียวกัน ผมจึงไม่ลังเลที่จะหยิบติดมือกลับมาจากงานหนังสือ ครั้งก่อน ...แต่กว่าผมจะได้อ่านก็ข้ามมาถึงงานสัปดาห์หนังสือคราวนี้นั้นล่ะ

 

หลังอ่านจบ ผมก็รู้สึกว่า...ทำไมผมไม่หยิบมาอ่านเร็วกว่านี้นะ

 

คนขุดสุสานเป็นผลงานสืบสวนประเภท ไล่ล่า หักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ ที่เราจะพบเห็นได้บ่อยๆในหนังแอคชั่นของฮอลลีวูด ซึ่งว่าตามตรงแล้วนี้เป็นสไตล์ที่ผมไม่ถนัดเอาเสียเลย เพราะผมชอบพวกปริศนาฆาตกรรมที่มีโครงเรื่องซับซ้อนที่เราต้องมานั่งขบคิดว่าใครคือฆาตกรและลงมือไปเพื่อเหตุผลใดมากกว่า นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมต่อต้านหนังสือเล่มนี้อยู่ลึกๆ และเลือกที่จะอ่านเป็นลำดับท้ายๆ แม้จะชื่นชอบในตัวนักเขียนท่านนี้แค่ไหนก็ตาม

จนเมื่อได้ลงมืออ่านจริงๆ ผมก็พบว่า สิ่งที่ผมระแวงไว้ ผิดคาดเอามากๆ

  

คนขุดสุสานกล่าวถึง ยางามิ ชายหน้าเหี้ยมผู้มีอาชีพเป็น 18มงกุฎ ที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กลับตัวกลับใจเป็นคนดี โดยการบริจาคไขกระดูก(มุขนี้รู้สึกนิยายญี่ปุ่นจะใช้บ่อยนะ) ขณะที่ช่วงเวลาการบริจาคกำลังงวดเข้ามา ยามิกลับถูกไล่ล่าจากกลุ่มคนลึกลับที่ไม่ทราบที่มา ซ้ำร้ายยังกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง หฤโหด จนต้องหลบหนีจากตำรวจญี่ปุ่นทั้งเมือง และเหมือนอุปสรรค์จะไม่พอ ยังมี Grave Digger ฆาตกรต่อเนื่องที่ลอกแบบการฆ่าสยองขวัญจากตำนานยุโรปกลางมาร่วมขบวนล่าในครั้งนี้อีก

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ใครคือเกรฟดิกเกอร์กันแน่ และเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดจากอะไร...ไปอ่านเอง

 

รวดเร็วและระทึกใจ

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าผมไม่ค่อยถนัดนักกับนิยายสืบสวนสอบสวนประเภทไล่ล่าหักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า มันอืด หลายครั้งที่นักเขียนพยายามชักนำให้ผมลุ้นไปกับการหนีตายของตัวเอก และนั้นทำให้ผมหงุดหงิดมาก เพราะสิ่งที่ผมอยากรู้ไม่ใช่ว่าตัวเอกจะตายไหม(มันไม่ตายหรอก ก็ยังอ่านไม่จบนิหว่า) แต่ผมอยากรู้ว่า จะแก้ปริศนาอย่างไรตะหากเล่า ยิ่งถ้าเป็นนักเขียนฝีมืออ่อนหัดก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเขาสามารถเปลี่ยนจากนิยายสืบสวนเป็นยานอนหลับชั้นดีได้เลย

คนขุดสุสานก็เหมือนจะมาในลักษณะนั้น แต่กลับเร้าใจผมได้มากกว่าที่คาด เพราะยางามิตัวเอกของเรื่องไม่ใช่คนโง่ อย่างที่บอกว่าหมอนี้เป็น 18 มงกุฎ ที่เฉลียวฉลาด จึงสรรหาเทคนิคการเอาตัวรอดได้สนุกและน่าติดตาม ที่สำคัญคือ หมอนี้ไม่ใช่คนดีจ๋า และไม่ต้องรักษาหน้าที่ไหน(เพราะหน้ามันเหี้ยมอยู่แล้ว) การหลบหนีของเขาจึงแฝงไว้ด้วยความดิบปนฮา ทำให้ผมรู้สึกสนุกไปกับเรื่องได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย นักเขียนก็ฉลาดพอที่จะเปลี่ยนเหตุการณ์ไปที่ความคืบหน้าของกรมตำรวจ และฉากฆาตกรรมสยองของ เกรฟดิกเกอร์ เพื่อกระตุ้นคนอ่านเป็นระยะๆ

ชั้นเชิงการดึงดูดคนอ่านเช่นนี้ คงต้องยกนิ้วโป้งให้ ทาคาโนะ คะซุอากิ

 

ฉากการไล่ล่าอันใหญ่โต จากประเด็นที่ไม่ใหญ่เท่าไร

ส่วนต่อจากนี้ไม่ได้สปอย์ แต่อาจทำให้เสียอารมณ์ไปบ้าง จะข้ามก็ได้

เพราะแม้จะมีฉากการไล่ล่าที่สนุกน่าสนใจ แต่ผมก็คงยกให้เป็นนิยายสืบสวนอันดับต้นๆไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่นิยายสืบสวนสอบสวนควรจะทำได้ดี ในเรื่องนี้กลับไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร

ผมกำลังพูดถึงแรงจูงใจของฆาตกรโหด เกรฟดิกเกอร์

การเคลื่อนไหวของคนร้ายในเรื่องมีความโหดเหี้ยมและแฝงไปด้วยความแค้น ซ้ำยังลงมืออย่างเอิกเกริกและรุนแรง แถมยังขุดเอาการฆ่าจากตำนานการล่าแม่มดในยุโรปมาใช้เพื่อเพิ่มความโหด แต่เมื่อดูจากแรงจูงใจที่คนเขียนเฉลยออกมาแล้ว กลับไม่ทำให้ผมเชื่อว่าเกรฟดิกเกอร์จะต้องลงมือถึงขนาดนั้น ในตรงนี้หากผู้เขียนเพิ่มเหตุการณ์ให้น่าเชื่อถือกว่านี้ หรือเพิ่มแรงกดดันหรือด้านมืดของตัวเกรฟดิกเกอร์ให้หนักขึ้น น่าจะช่วยให้ผม อินกับเรื่องในช่วงท้ายได้มากกว่า

อย่างไรเสีย ในจุดนี้ก็ชดเชยได้กับความซับซ้อนของเรื่องราวลึกลับภายในกรมตำรวจญี่ปุ่น ที่บรรยายออกมาได้น่าเชื่อถือและน่าติดตาม

 

สำหรับคอนิยายสืบสวนที่ชอบฉากการไล่ล่าที่สนุกตื่นเต้น มีการเดินเรื่องที่รวดเร็ว ก็ถือว่า พลาดไม่ได้ ผมอ่านรวดเดียวจบก่อนตี 1 ด้วยซ้ำ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบมาจาก บันได 13 ขั้นมาก่อน เรื่องนี้ก็ไม่น่าทำให้คุณผิดหวังเช่นกัน

 

และสำคัญที่สุด สำหรับผู้ชื่นชอบฉากฆาตกรรมโหดๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด