������������������

            

 

โยชิทากะต้องการหย่ากับ อายาเนะ เพียงเพราะเธอไม่สามารถสร้าง 'ครอบครัวในอุดมคติ'ของเขาไม่ได้ อีกทั้งโยชิทากะก็กำลังคบกับ ฮิโรมิลูกศิษย์ของอายาเนะ เรื่องนี้ทำให้อายาเนะรับไม่ได้ และนึกเคียดแค้น

            อายาเนะขอไปเยี่ยมแม่ของเธอที่ต่างจังหวัดโยชิทากะจึงเรียก ฮิโรมิ มาทันทีเพื่อบอกข่าวดี ฮิโรมิ ที่แม้จะดีใจแต่ก็ละอายต่ออายาเนะผู้เป็นอาจารย์หากแต่เธอเองก็ไม่สามารถปฏิเสธเสียงเรียกร้องของหัวใจได้

            ในวันต่อมาเมื่อ ฮิโรมิกลับมาจากงาน เพื่อมาพบโยชิทากะ เธอก็ต้องช๊อกแทบคลั่งเมื่อเห็นเข้าอยู่ในสภาพไร้ชีวิต ขณะอยู่บ้านตามลำพัง

 

            ตำรวจเริ่มลงมือสืบสวนและก็ต้องพบว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คาดเพราะนอกจากยาพิษในถ้วยกาแฟของโยชิทากะแล้ว ก็ไม่พบสารพิษที่ไหนอีกเมื่อตำรวจจนปัญญา จึงเป็นหน้าที่ของ ยุคาวะ มานาบุ นักฟิสิกส์เจ้าของฉายา กาลิเลโอต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย อีกครั้ง

            แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็อาจจะเกินปัญญาของกาลิเลโอก็เป็นได้

 

 

            รักต้องฆ่าเป็นผลงานเล่มที่เท่าไรก็ไม่รู้แล้วของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ เพราะเยอะมากยิ่งหลังจากช่อง TPBS นำ นักสืบกาลิเลโอ มาฉายยิ่งทำให้ผลงานแปลของ ฮิงาชิโนะ เคอิโง  ...เอ้ยเคโงะ ถูกตีพิมพ์เกลื่อนกลาดหลายหัวหลายสำนักพิมพ์เป็นที่เดือดร้อนสำหรับผู้ติดตามผลงาน (อย่างผม) กระเป๋าแบนกันเป็นแถบๆโดยเฉพาะเล่มนี้ ตัวนักสืบคือกาลิเลโอโดยตรง แฟนละครยิ่งพลาดไม่ได้ใหญ่

 

            ก่อนหน้านี้ซีรียส์นักสืบกาลิเลโอ เคยมีงานแปลขายมาแล้วโดยสำนักพิมพ์ NB Horror ในชื่อเรื่องรัก ลวง ตาย ซึ่งเป็นเล่มหนึ่งของเคโงะที่ผมชอบมาก และใน รักต้องฆ่าก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง เพราะพล๊อตเรื่องที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนี้มีอะไรให้ต้องอึ้งทึง ในการกระทำของคนร้ายที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างมากไม่แปลกใจเลยที่ขนาดว่าพ่อนักสืบของเรายังต้องประกาศว่า นี้เป็นคดีฆาตกรรมสมบูรณ์แบบและเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปิดเผย มันก็สมเหตุสมผลมาก พอๆกับเหตุผลของฆาตกรที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น

 

เรื่องนี้เหมาะสำหรับ?

1 แฟนผู้ติดตามผลงานของ ฮิงาชิโนะ เคโงะหรือติดใจนักสืบกาลิเลโอ มาจากช่อง TPBS

2 ผู้ชื่นชอบนิยายสืบสวนที่พล๊อตซับซ้อน MysteryPuzzle แท้ๆที่หาได้ยากในยุคนี้

3 คนที่อยากอุทานว่า “ไอ้@#$% เอากันอย่างนี้เลยเหรอ”

 

หากนับถึงประวัติศาสตร์นวนิยายสืบสวนของไทยกันจริงๆแล้ว ประเทศไทยเรามีนวนิยายสืบสวนฯกันมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้พระราชนิพนธ์เรื่องสั้นชุด “นิทานทองอิน” ในปี 2447 ซึ่งเป็นเรื่องสั้นแนวสืบสวนฯ เรื่องแรกของไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” ของอาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ ที่กำลังโด่งดังอยู่ในประเทศอังกฤษในช่วงเวลาเดียวกัน ด้วยหมายว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นใบเบิกทางให้นิยายแนวรหัสคดีเกิดขึ้นในประเทศไทย

 

            จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ร่วมร้อยกว่าปี ขณะที่นวนิยายแนวสืบสวนฯของต่างประเทศพัฒนาไปไกลลิบ แต่ที่ประเทศไทย กลับค่อยๆคืบคลานอย่างเชื่องช้า

.

.

.

เฮ้อ น่าเศร้า

 

 

แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังซักกะหน่อย

 

 

Nanmeebooks Award 2551

 

 

โชคดีที่เดียวนี้หลายๆสำนักพิมพ์ที่เห็นค่าในการส่งเสริมผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งมีมาให้เห็นกันเรื่อยๆ โดยเฉพาะของ นานมีบุ๊ค ที่มีการประกวดหนังสือกันทุกๆปี แถมยังมีจัดแยกเป็นรางวัลสาขา สืบสวนสอบสวน ออกมาโดยเฉพาะอีกด้วย ทำให้นักเขียนมีแรงกายแรงใจอยากปลุกปั้นงานเขียนแนวสืบสวนฯกันมากขึ้นไปอีก คอนิยายสืบสวนฯอย่างผมเห็นอย่างนี้แล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจด้วยจริงๆ

 

โดยในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปีที่ผ่านมา นานมีก็ได้ตีพิมพ์ผลงานของผู้ที่ได้รับรางวัลอันดับ 1,2,3 ออกมาวางขายด้วย (ปีก่อนหน้านั้นมีถึง 4 เล่ม แต่ทุกเล่มได้รับรางวัลชมเชยหมดเพราะไม่มีผู้ชนะ แสดงให้เห็นว่ากรรมการเขี้ยวแค่ไหน แต่ เอ!!! ถ้าได้รางวัลชมเชยหมด แล้วพี่ท่านจะพิมพ์ออกมาทำไมหว่า...ช่างเหอะ ถือเป็นกำลังใจคนเขียนก็ละกัน) โดยทั้งสามเล่มมีดังนี้

 

รางวัลชนะเลิศ “ปริศนา 70 ล้าน” ของคุณ ปริศนา ปรัศนี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 “ฆาตกรรมลวง” ของคุณ จัตวาลักษณ์ (ปีก่อนหน้าก็ได้รางวัลชมเชย ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือด้วย)

รางวับรองชนะเลิศอันดับ 2 “คดีลึกลับสืบจากศพ(หมา)” ของคุณ ดุสิตา (ชื่อเหมือนน้ำดืมที่มหาลัยฯแฮะ)

 

ที่ผมมีโอกาสอ่านแล้วคือ ปริศนา 70 ล้าน กับ คดีลึกลับฯ ซึ่งเป็นผลงานที่น่าสนใจมากทั้งคู่ จึงถือโอกาสรวบรัดเล่าให้ฟังคราวเดียวเลย ส่วนฆาตกรรมลวงไว้มีโอกาสจะเอามาแนะนำอีกทีหนึ่งครับ

 

ปริศนา 70 ล้าน

 

เรื่องย่อ - ปริศนา 70 ล้าน เป็นนวนิยายสืบสวนฯที่ไม่ได้เริ่มเรื่องจากศพ แต่เรื่องเกิดขึ้นจากการหายไปของเงินในธนาคารกว่า 70 ล้านบาท ทั้งๆที่มีการเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา คมน์ ครองธรรม นักสืบสายตาสั้น จึงถูกขอร้องจาก ชาตรี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารและเพื่อนซี๊เก่าของคมน์ ให้ช่วยสืบคดีอย่างลับๆ เพราะผู้ต้องสงสัย ก็คือ พนักงานธนาคารกว่าสิบชีวิต แถมหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นชายที่เคยแย่งคนรักของนักสืบไปเสียอีก

 

วิจารณ์  ปริศนา ปรัศนี (นามปากกา) ไม่ใช่มือใหม่ในงานเขียนแต่อย่างใด เพราะเขาเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาก่อนโดยใช้นามปากกาว่า ชิด ชยากร ปริศนา 70 ล้าน จึงเป็นนิยายอ่านง่ายที่มีสำบัดสำนวนค่อนข้างดี ทำอ่านแล้วไม่ค่อยสะดุด ตัวพล๊อตเรื่องเองก็พอใช้ได้ แต่ไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไร เพราะอ่านไปถึงครึ่งเรื่องก็พอสรุปคร่าวๆได้ แต่คาดว่าผู้เขียนคงติดปัญหามาจากการเขียนเรื่องสั้นที่ใช้ตัวละครน้อย ทำให้ช่วงที่นักสืบกับตำรวจเริ่มลงมือสอบปากคำผู้ต้องสงสัยซึ่งมากมายหลายคนเหลือเกินแต่ผู้เขียนบรรยายเร็วมากจนอ่านแล้วจำไม่ค่อยได้ แถมชื่อตัวละครยังมีตัว “ช” ช้าง เต็มไปหมด เดี๋ยวก็ ชาตรี เดี๋ยวก็ เชิดชาย อีกคนก็ชื่อ เชี่ยวรบ ฯลฯ ยิ่งเป็นคนจำชื่อคนไม่เก่งอย่างผมด้วย ไม่ทราบว่าคิดจะแกล้งคนอ่านกันใช่หรือเปล่าเนี่ย

            อีกจุดหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไรคือ บทเฉลยในหน้าท้ายๆ ที่เหมือนอยู่ๆก็ลอยขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนว่าตัวนักสืบเป็นคนรู้ความลับนี้อยู่คนเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ปูพื้นตรงส่วนนี้ไว้เพียงแค่น้อยนิด แต่พอเข้าใจว่า คนเขียนคงคิดพล๊อตตรงนี้ไว้แต่แรกแล้ว แต่อาจจะยังเล่าได้ไม่ดีนี้ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนไป

 

คดีลึกลับ สืบจากศพ(หมา)

 

คดีนี้ก็ต่างจากนวนิยายสืบสวนสอบสวนเรื่องอื่นๆอีกแล้ว เพราะแทนที่นักสืบจะตามสืบจากผู้เสียชีวิต(ที่เป็นคน) ไปตามสืบจากสิ่งมีชีวิตที่เป็นหมาแทน อ่านพล๊อตแล้วรู้สึกโดนใจมากเลยหยิบกลับบ้านอย่างไม่ลังเล โดยเรื่องราวเกิดจากการเสียชีวิตอย่างทารุณของเหยื่อรายหนึ่ง ซ้ำคนร้ายยังตัดหูซ้ายของผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย แต่ที่ผิดปรกติที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ ตำรวจได้พบศพของสุนัขตัวหนึ่งในที่เกิดเหตุ แถมยังถูกฆาตกรรมในสภาพเดียวกับผู้ตายอีกตะหาก เป็นเหตุให้นายตำรวจ อลงกต ที่ติดใจในคดีต้องไหว้วานให้หมอฝน สัตวแพทย์สาวร่วมมือชัณสูตรศพหมา เพื่อตามหาคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดีให้ได้

 

            สืบจากศพ(หมา) ค่อนข้างจะตรงข้ามกับเรื่องแรกตรงที่ คุณดุสิตานั้นเป็นนักเขียนมือใหม่จริงๆ และนวนิยายสืบสวนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกของเธอเลยก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อได้ลองอ่านก็เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนถึงลักษณวิธีการเล่าเรื่องที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกติดขัดในสำนวน มีการบรรยายอารมณ์ของตัวละครที่ดูแปลกๆและปรากฎคำที่ฟุ้มเฟือยอยู่มาก แถมในส่วนของการสืบสวนคดี การเปิดเผยหลักฐาน การซ่อนปมของเรื่องราวก็ทำได้ไม่ค่อยแนบเนียนนัก หากใครเป็นคอสืบสวนฯอ่านก็คงเดาเรื่องได้ตั้งแต่ผ่าท้องหมากันนั้นล่ะ

            แต่หากตัดเรื่องสำนวนออกไปบ้าง สืบจากศพ(หมา) ก็นับว่าเป็นนิยายสืบสวนที่มีพล็อตเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว น่าติดตามมากว่า ในอนาคตคุณ ดุสิตาจะสามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองและ สร้างสรรค์ผลงานเรื่องใหม่มาให้เราๆท่านๆได้อ่านกันอีกหรือเปล่า

 

 

เป็นที่น่าชื่นชมมากว่าที่ในประเทศไทยยังมีผู้ให้ความสนใจและสนับสนุนผลงานของนักเขียนนิยายสืบสวนฯปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าผลงานที่ได้รับรางวัลในการประกวดคราวนี้จะยังมีจุดบกพร่องบ้างเล็กน้อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะพัฒนาต่อยอดงานเขียนแนวสืบสวนฯที่นักเขียนไทยแม้ยังคงวิ่งไล่ตามต่างประเทศอยู่ แต่ผมเชื่อว่าก็คงอีกไม่นานนักล่ะ ที่เราจะได้เห็นงานเขียนแนวสืบสวนฯเจ๋งๆที่สามารถยืนเทียบเคียงงานของต่างประเทศได้เสียที

เราอ่านนิยายรักทำไม?

 


        ก่อนหน้านี้ มีเพื่อนคนหนึ่งของผมที่ชอบอ่านนิยายรักมาก ผมที่อ่านแต่นิยายสืบสวนสอบสวนจึงได้แต่สงสัยว่า จะอ่านอะไรกันนักกันหนา มันกลับตอบออกมาสั้นๆว่า

"อ่านแล้วนึกถึงคนรัก"

ผมหัวเราะให้กับคำตอบที่โคตรจะน้ำเน่าของมันและไม่คิดจะถามอะไรอีก

ก็ตอนนั้นผมไม่เคยมีคนรักนี่หว่า

.......................................................................

    สำหรับผมแล้ว นิยายรักแทบจะเป็นสิ่งที่ผม “เมิน” เป็นอันดับแรก ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะผมไม่รู้จะเริ่มจากเล่มไหนดี ก็พี่ท่านครับ ลองไปร้านหนังสือซักร้านแล้วท่านจะรู้ว่า ไอ้นิยายรักเนี่ยมันมีมากมายขนาดไหน เอาแค่สำนักพิมพ์แจ่มใสก็ปาไปร้อยกว่าหัวแล้วเห็นจะได้ หรือจะเป็นของท่านๆนักเขียนยุคเก่าๆก็ไม่ชินกับสำนวน อ่านแล้วไม่ติดพัน อุส่าเพ่งสมาธิอ่านทั้งที ขออ่านมังกรหยกหรือกระบี่ไร้เทียมทานดีกว่า

    อย่างที่สองคือ ผมไม่ “อิน” เอาเสียเลย บ่อยครั้งมากๆที่ผมเปิดดูละคร ไม่ว่าจะไทยหรือเกาหลี ผมมักสงสัยในพฤติกรรมของคู่พระนางที่ทำไมเขาต้องทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น พระเอกเข้าใจผิดนางเอกแล้ว แล้วน้องสาวทำไมไม่โทรไปเคลียร์ หรือไม่ได้เติมเงินค่าโทร ไอ้โน้น ไอ้นี้ ไอ้นั้น โว้ยย! หงุดหงิด เปลี่ยนช่องดีกว่า
    ขนาดในโทรทัศน์ยังเป็นขนาดนี้ ถ้าเป็นนิยาย ผมอ่านๆอยู่มิเขวี้ยงหนังสือลงพื้นหรือไง

    ที่จริงแล้วก็ใช่ว่าผมจะเมินนิยายรักเสียหมดนะ แต่ที่อ่านๆมักเป็นนวนิยายรักที่มีพล๊อตแปลกๆนำเรื่อง แล้วมีเรื่องรัก โรแมนติก ผสมปนๆกันไปบ้าง เช่นว่านวนิยายเรื่อง "ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85" ของคุณวินทร์ ซึ่งไอ้เล่มนี้ จะบอกว่าเป็นนิยายโรแมนติกก็ออกจะพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไร เพราะมันน่าจะเรียกว่านิยายไซไฟมากกว่า นอกนั้นก็เป็นพวก การ์ตูนตาหวานที่พี่สาวเป็นคนซื้อมา แต่เดี๋ยวนี้พี่ไม่ค่อยอ่านการ์ตูนอีกแล้ว จึงไม่มีโอกาสได้อ่านอีก

จนกระทั้งปีที่แล้ว อาจารย์ผมก็แนะนำให้ผมลองอ่าน

.............................................................

บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายรักของนักเขียนนามปากกา ฟีลิปดา เป็นเรื่องที่อาจารย์ผมแนะนำให้ผมลองอ่านเพื่อพัฒนาด้านการเขียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายรัก ที่สอนนักอ่านให้เขียนนิยายรัก โดยเล่าถึง พัดชาวดี ที่ลาออกจากงานมาอยู่เกาะ เพื่อมุ่งมั่นที่จะเขียนนวนิยายโรแมนติกของตัวเองให้เสร็จให้ได้ภายใน 100 วัน แต่ความฝันกลับต้องมาสะดุดเพราะนาย โทนี สุดหล่อเจ้าของบ้าน มาดนิ่งปากร้ายคอยรบกวนหัวใจ ไม่พอ เจ้าหล่อนยังต้องมาแกล้งเป็นแฟนกับนายโทนี คนนี้เสียอีก


บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายสลับกับบทเรียนสอนการเขียนนวนิยาย  โดยผ่านการลงมือเขียนของพัดชาวดีที่ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆทีละวันๆ ทำให้เราเห็นภาพการลงมือปฏิบัติงานของนักเขียนนิยายคร่าวๆ และระหว่างที่ลงมือเขียนอยู่นั้น พัดชาวดีก็ต้องพบกับเรื่องราวต่างๆที่ค่อยมากวนหัวใจอยู่เสมอๆจนไม่รู้ว่าหล่อนจะประสบความสำเร็จในการเขียนนวนิยายรักหรือจะพบรักก่อนกันแน่  นิยายเล่มนี้จึงเป็น เหมือน นิยายซ้อนนิยายแล้วซ้อนบทเรียนเขียนลงไปอีกชั้นหนึ่ง

ผมใช้เวลาอ่านนิยายเล่มนี้นานมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะมันหนามากๆ ตั้ง 810 หน้า ก็แหม่ พี่ท่านเล่นเขียนนิยายออกมาเป็นบันทึกประจำวันตั้งร้อยวัน เยอะขนาดนี้จะให้เอาไว้อ่านหรือเอาไปหนุนแทนหมอนกันแน่ครับ คุณฟีลิปดา

......................................................

วันที่ผมอ่านนิยายเล่มนี้จบ จู่ๆด้วยอารมณ์ประมาณไหนก็ไม่ทราบได้ ผมออกจากบ้านไปพร้อมนิยายเล่มนั้น นั่งรถไปที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวสยาม สั่งม๊อคค่าแก้วโปรด นั่งจิบอยู่คนเดียว ตาเหม่อมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า

ใจนึกถึงใบหน้าของใครคนหนึ่งที่เคยนั่งยิ้มอยู่ตรงข้าม

คนที่ผมรัก....เคยรัก

ผมเปิดอ่านนิยายเล่มนั้นอีกครั้ง โดยเฉพาะฉากพ่อแง่แม่งอนของ พัดชาและโทนี กับบทพูดที่บางครั้งก็ชวนให้ขบขัน บางครั้งก็ชวนให้อารมณ์เสีย และบางครั้ง ก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวขึ้นในใจ
...
และบางครั้ง รู้สึกอยากร้องไห้

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆ คำพูดต่างๆที่ผมเคยพูดกับใครคนหนึ่ง บางทีมันก็ซ้อนทับกับเรื่องราวในนิยาย ทั้งที่ผมไม่เคยไปที่เกาะเขียว ที่ๆพัดชาวดีและโทนีต้องแกล้งฟอร์มเป็นคนรักใส่กัน
.
.
.
"อ่านแล้วนึกถึงคนรัก"

ผมชักเข้าใจที่เพื่อนผมบอกแล้วสิ

สุขสันติ์เดือนแห่งความรักครับ
----------------------

ปล. จริงๆอยากเขียนให้เสร็จก่อนวันวาเลนไทน์ แต่คอมดันมีปัญหา เลยสายซะขนาดนี้

ปล.2 ต่อไปจะไปเรื่องสืบสวนแน่ๆครับรับรอง

edit @ 18 Feb 2009 19:12:14 by PeterBen