จริงๆแล้วตั้งใจว่าจะลงรีวิวนิยายเล่มใหม่ของ มิยาเบะ มิยูกิ ที่ออกเมื่องานหนังสือเด็กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่คงต้องเลื่อนไปก่อน เพราะเอนทรี่นี้ผมขอเว้นไว้เพี่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณ “ขอรบกวนทั้งชุดนอน” แห่ง Bloggang เพื่อแนะนำหนังสือดีๆที่ผมไม่คิดบังคับใครให้อ่าน แต่คาดหวังให้ทุกคนได้อ่านกัน หรือเพิ่มอีกซักคนหนึ่ง ก็ถึอว่าคุ้มค่าแล้ว

 

ภาวะโลกร้อน : รักษาตามกระแส?

            หลังจากพ่อ อัล กอร (ชื่อถูกเปล่าหว่า) ได้ออกมาแฉถึงสภาวะความบอบช้ำของโลกอย่างถึงลูกถึงคน จนเกิดปรากฏการณ์การตื่นตัวครั้งสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันเป็นการใหญ่ ไม่เว้นแม้บ้านเมืองไทย ที่ทั้งห้างใหญ่ห้างน้อยต่างวางขายถุงผ้ากันเต็มถนนจนเหมือนจะเป็นแฟชั่นสมัยใหม่ ชนิดว่าไวรุ่นสมัยนี้ ใครคนไหนไม่หิ้วถุงผ้าคุยปัญหาโลกร้อน ถือว่าเอาต์สุดๆ เชยพอๆกับการเดินสยามแล้วไม่พก       IPhone             ขนาดนั้น

 

            เอาเถอะ จริงๆผมก็รู้หรอกว่า เรื่องพวกนี้สุดท้ายแล้วมันก็แค่กระแสอะไรซักอย่างหนึ่งที่สื่อทั่วโลกให้กำลังตื่นตัวอยู่ เหมือนอย่างที่ยุคหนึ่งเคยตื่นตัวกับคำทำนายของนอสตราดามุส หรือการบ้านักร้องดาราในอดีตนั้นล่ะ และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง คนเราก็จะลืมมันไป กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัฒิศาสตร์ของมนุษยชาติ ผมอาจจะมองแง่ร้าย แต่มันก็เป็นเช่นนั้นอยู่ประจำไม่ใช่หรือไงกัน

 

            มันเป็นกระแสที่จะเงียบหายไป ผมคิดอย่างนั้นจริง ก่อนที่จะอ่านต้นไม้ใต้โลก

           

ต้นไม้ใต้โลก : การทำงานของคนที่ ทำ มากกว่า บ่น

 

ต้นไม้ใต้โลกไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของภาวะโลกร้อนที่คนกำลังบ้าเห่อกันอยู่ตอนนี้ ไม่ได้พูดแค่วิธีการประหยัดพลังงาน หรืออะไรจิ๊บจ้อยแค่การรนรงค์ใช้ถุงผ้า แต่กล่าวถึงวิธีการดีๆที่คนทั้วโลกลงมือทำกันไปนานแล้วเพื่อช่วยให้โลกของเราดีขึ้น และไม่ใช่แค่การลดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซต์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นทุกอย่าง ทุกอย่างที่มันควรจะดีได้ ทุกอย่างที่ใครๆอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กอย่างเช่นหมากฝรั่งที่เราถุยทิ้งบนถนนจนติดหนึบและอังกฤษต้องเสียงบถึง 10,500 ล้านบาท เพื่อขจัดมันออก หรือรวมทั้งการนำเสนอวิธีการแก้ปัญาการใช้พลังงานแบบง่ายๆด้วยการขับรถวนขวาเพียงอย่างเดียว ที่ลดการปล่อยก๊าซได้มากกว่า 1,000 ตัน

ต้นไม้ใต้โลก รวบรวมวิธีการทำดีต่อโลกที่หลายคนทั่วโลกทดลองทำกันมาแล้วกว่า 100 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีนั้น ดูเรียบง่ายจนไม่น่าเชื่อ อย่างการแก้ปัญาการใช้พลังงานแบบง่ายๆด้วยการขับรถวนขวาเพียงอย่างเดียว ที่ลดการปล่อยก๊าซได้มากกว่า 1,000 ตัน จนถึงวิธีการระดับมหาภาคอย่างการแชร์แท๊กซี่ร่วมทางกันของเมืองลิเวอร์พูล ที่ช่วยลดทั้งการใช้น้ำมัน และลดการจ่ายสะตังของประชาชน

ไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อนเท่านั้น ต้นไม้ใต้โลกยังอุดมด้วยวิธีการดีๆอีกหลายอย่าง และหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา สวัสดิการณ์ ความเป็นอยู่ของชีวิต ที่ถูกใจผมมากก็อย่างเช่น การคิดค้นยาฆ่าแมลงที่ไร้ซึ่งสารพิษใดๆเลย เพียงแค่ฉีดให้แมลงหนาวตายเท่านั้น หรือวิธีการเปลี่ยนที่สาธารณะให้กลายเป็นห้องสมุดด้วยการวางหนังสือเอาไว้ให้ใครก็ได้หยิบไปอ่าน

 

หลากหลายวิธีที่ได้อ่านในเล่ม นอกจากความรู้ที่แปลกใหม่แล้ว สิ่งที่ผมได้รับอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้เห็นความพยายามของคนอีกซีกโลกหนึ่งคิดทำขึ้นเพื่อให้โลกใบนี้หน้าอยู่ขึ้น บางวิธีเกิดขึ้นจากการลงมือทำของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่ค่อยๆก้าวขยายใหญ่ไปไกลจนกลายเป็นแรงเคลื่อนไหวระดับโลก และแม้ว่าหลายๆวิธีนั้นอาจจะไม่เหมาะกับประเทศไทย หรือยังมีข้อจำกัดอีกมากทำจะทำมัน แต่นั้นก็ช่วยกระตุ้นให้ผมคิดและอยากค้นหาวิธีการใหม่ๆที่จะผลักดันโลกรอบๆตัวผมให้เคลื่อนที่ไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ไม่ใช่แค่ยืนขวางโลกอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน และเอาแต่บ่นโดยที่ไม่ลงมือทำเสียที

เมื่อผมอ่านจนจบ ผมเริ่มมองรอบตัวของผม ผมพบว่าผมมองปัญหารอบๆตัวในมุมที่ต่างไปจากเดิมและเริ่มคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาพวกนั้นได้ และแม้ว่าจนถึงตอนนี้ผมจะยังนึกไม่ออก แต่ก็หวังว่า หนังสือเล่มนี้จะได้กระตุ้นให้ใครซักคนคิดได้ และลุกขึ้นมาทำมัน ... เสียที

เอส. เอส แวน ไดน์ (S. S. Van Dine) เป็นนักเขียนนิยายแนวรหัสคดีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา แต่หาคนไทยที่เคยอ่านงานของเขาได้น้อยมาก ถึงงั้นก็เถอะ หากคุณเป็นแฟนการ์ตูนของนักสืบโคนัน คงเคยได้ยินชื่อเขามาบ้างในฐานะของ ผู้ที่ตั้งบัญญัติ 20 ประการของนิยายนักสืบ อันมีชื่อเสียง และกลายเป็นมาตรฐานให้กับงานเขียนนิยายนักสืบมาเสมอๆ

                                                         

สำหรับบัญญัติ 20 ประการนี้มันมีอะไรบ้าง ช่างมันเถอะ เพราะว่ากันว่า คุณป้าอกาธา คริสตี้ แหกมาหมดทุกข้อแล้ว แต่ที่ผมอยากจะยกมาพูดคุยกันคือข้อ 3 ซึ่งเป็นข้อที่นักเขียนนิยมแหกกันมากที่สุดนั้นคือ บทบัญญัติที่ว่าด้วยการห้ามไม่ให้มี “ความรัก” ในนิยายนักสืบ

 

       สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนคงจะสงสัยกันว่า ลุงแวน ไดน์ คิดจะตัดตอนเหล่านักสืบมิให้มีทายาทไว้สืบลูกสืบหลานกันหรืออย่างไร หรือเพราะลุงแกจะไม่มีแฟน ขาดเสน่ห์ จึงอิจฉาเหล่านักสืบขี้เก๊กซึ่งเป็นที่ถูกใจสาวๆก็ไม่ทราบได้ จึงคิดบัญญัติอะไรประหลาดๆแบบนี้ขึ้นมา

 

งานนี้ลุงแกมีเหตุผลให้น่าสนใจครับ เพราะว่านิยายนักสืบ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็น Puzzle Novel เพื่อให้ผู้อ่านได้แข่งกันขบคิดกับนักสืบในเรื่องเพื่อหาตัวคนร้ายให้ได้ เหมือนที่เราๆท่านๆนั่งเล่นอักษรไขว้หรือซุโดะคุนั้นล่ะ ทีนี้ เพื่อให้ผู้อ่านมุ่งประเด็นไปที่การไขปริศนาหาตัวคนร้าย การจะใส่เรื่องรักๆใคร่ๆในนิยายนักสืบ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะเป็นการเบี่ยงประเด็นและสมาธิผู้อ่านที่ไม่ควรทำ และหากผู้อ่านอยากซาบซึ้งกับบทรักของคู่พระ-คู่นาง ก็ควรจะไปหานิยายรักโรมานส์มาอ่านตั้งแต่แรกแล้ว

 

มันก็เหมือนว่าเราเล่นเกม ซุโดะคุแล้วพบว่าเลข 1 กำลังพลอดรักกับเลข 4 อยู่ นั่นล่ะที่ไม่ควรเป็น

 

       หากลุงแวน ไดน์ ยังเวียนวายอยู่ถึงปัจุบัน คงได้คลั่งตาย(อีกรอบ) หากรู้เข้าว่านักสืบดังๆสมัยนี้ล้วนมีแฟนกันทั้งนั้น

                ก็เอาตั้งแต่การ์ตูนที่เป็นที่รู้จักกันมากอย่าง คินดะอิจิ ฮาจิเมะ ที่ไม่ว่าจะไปสืบคดีที่ไหน เป็นต้องหิ้วเพื่อนสาวอกโตนามมิยูกิไปด้วยทุกครั้ง หรืออย่างพ่อนักสืบจิ๋วโคนันที่เมื่อยามว่างจากคดีเป็นต้องส่งข้อความไปให้ รัน สาวนักคาราเต้เสมอ(แต่ได้ข่าวว่าเรตติ้งแพ้ ไฮบาระ หลุดลุ่ย) ไหนจะนิยายอย่าง มิเกะเนโกะ โฮมส์ ที่ถึงจะไม่มีนางเอกขาประจำ แต่ไม่ว่าจะออกมากี่เล่ม เป็นต้องมีสาวสวยมาปรากฏต่อหน้าพ่อหนุ่มขี้กลัวอย่าง คาตายามะ ให้หัวใจได้วาบหวิวเสียทุกครั้ง หรือกระทั่งนิยายสืบสวนชวนเสียว(สันหลัง)อย่าง GOTH ที่ความรู้สึกของทั้ง “ผม” และ โมริโนะ ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่แฟน แต่ก็ฟันธงไม่ได้ว่าไม่ได้รักกัน รวมทั้ง …เอาเป็นว่าเพียบเกินกว่าจะเขียนหมดละกัน

 

           *สองหนุ่มนักสืบ ที่ทำให้ลุงแวน ไดท์ต้องปวดหัวทั้งที่นอนอยู่ในโลง *

 

ถาม ทำไมกฎ จึงถูกละเมิด?

               

ตอบ เพราะความรัก ย่อยง่ายกว่าการฆ่ากัน

 

ประเด็นหนี่งก็คือ ในยุคสมัยนี้นิยายนักสืบเปลี่ยนฉากไปมากจากลุงๆเคยได้คาดคิดไว้ จากนิยายปริศนาประลองปัญญาระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน ซึ่งเริ่มซ้ำซาก เปลี่ยนรูปร่างเป็นนิยายเน้นหนักด้านเหตุผลและอารมณ์ จากที่ต้องปวดหมองขบคิดว่า How done it! ก็กลับมาเป็น Who done it หรือ Why done it ปริศนาฆาตกรรมแห้งของศพไร้ชีวิตก็เริ่มมีเนื้อมีหนัง ปรุงรสใส่สีตามยุคสมัยเพื่อให้เกิดแนวทางที่แตกต่างตามความนิยมและรสนิยมผู้เขียน

อีกประเด็นนั้นผมมองว่า การใส่บทรักหรือเรื่องราวกุ๊กกิ๊กของตัวนักสืบ ทำให้นักสืบดูเป็น “คน” มากขึ้น ด้วยเหตุว่านักสืบในนิยายส่วนมากมักเก่งกาจและฉลาดเฉลียวจนบางครั้ง แค่หลักฐานเท่าอุจาระมด พี่แกก็สืบได้แล้วว่าใครทำ ซึ่งบางครั้งความเก่งเข้าขั้นเทพก็ทำให้คนอ่านเข้าไม่ถึงตัว สัมผัสไม่ได้เพราะคนแบบนี้แทบหาไม่ได้จริงในชีวิต การเสริมเรื่องราวความรักของนักสืบเลยทำให้นักสืบดูจับต้องได้มากกว่าเดิม นั้นเพราะความรักเป็นสิ่งที่ใครๆก็มี หรือจะเพิ่มการสร้างปมขัดแย้งหรือสถานะการณ์ตึงเครียดกับนักสืบสร้างสีสันให้กับการสืบสวนก็ทำได้สบายๆ

 

เวลาพูดถึงนิยายลึกลับที่เน้นหนักด้านความรัก ผมก็มักจะนึกถึงนิยายเรื่องหนึ่งของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่ชื่อว่า “รัก ลวง ตาย” ของ Nation Horror ซึ่งเป็นเล่มที่ผมคิดว่าสนุกที่สุดของเขาเลยทีเดียว ในเรื่องกล่าวถึง อิชิงามิ อัจฉริยะนักคณิตศาสตร์ผู้ตกอับและ “แปลก” ในสายตาคนทั่วไป ที่หลงรักสาวหม้ายลูกติดจนต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม

รัก ลวง ตาย เป็นนิยายฆาตกรรมที่ไม่ลึกลับซับซ้อนกว่าเรื่องอื่น หรือแปลกใหม่จนจับทางไม่ถูก และหากแยกเอาประเด็นเนื้อหาและเหตุแห่งการกระทำของตัวละครแล้ว มันก็คือนิยายนักสืบยุคแรกๆที่มีตัวละครอัจฉริยะสองคนที่อีกคนทำหน้าที่สืบ และอีกคนทำหน้าที่คนร้าย กับสถานการณ์ฆาตกรรมที่ไม่น่าเชื่อ การสืบเรื่องราวด้วยตรรกะวิธี จนนำไปสู่บทสรุปตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ได้หวือหวากว่านิยายเล่มไหนๆเลย ซ้ำยังออกจะธรรมดาไปด้วย

ถึงอย่างนั้น นิยายเรื่องนี้กลับสนุกจนวางไม่ลง

อิชิงามิ เป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวอย่างฉลาดและเฉียบคม ด้วยแรงผลักดันคือความรักที่เขามีต่อหญิงหม้าย สิ่งที่เขาลงมือกระทำเพื่อรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ทั่วไปอย่างการมอบดอกไม้ เดินจูงมือ หรือการสวมกอด แต่เป็นการช่วยเหลือซึ่งไม่หวังแม้น้ำใจตอบแทน ซึ่งชวนให้ทั้งรู้สึกอบอุ่นและอึดอัดได้ในเวลาเดียวกัน

รัก ลวง ตาย เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความรักไม่ใช่สิ่งเกินจำเป็นในนิยายสืบสวนฯ หากผู้เขียนรู้วิธีใส่มันลงไป หากวางโครงไว้แข็งแรง เสริมแต่งพล๊อตให้น่าสนใจ จัดวางไว้ถูกตำแหน่งก็เป็นส่วนเสริมให้เรื่องราวมีเนื้อมีหนังได้

 

กระนั้นแล้ว ก็ใช่ว่าทุกเรื่องจะจัดวางไว้มันได้อย่างถูกต้อง

 

นิยายเรื่อง ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ ของสำนักพิมพ์ Bliss กลายเป็นนิยายติดอันดับนิยายนักสืบเขย่าขวัญของสาวๆหลายๆคนในเวลาไม่นาน (วัดจากจำนวนบล๊อกที่มีรีวิวนิยายเล่มนี้) แต่ผมกลับไม่ชอบมันเอาเสียเลย ทำไมน่ะหรือ เพราะนี้มันไม่ใช่นิยายนักสืบอย่างที่ชื่อของมันเขียนไว้น่ะซิ

ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ กล่าวถึง ชายผู้มีนัยตาสีแดงซึ่งสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับได้ ซึ่งเขาเองก็ไม่ชอบมันเท่าไรนักเพราะปัญหาสารพัดตั้งแต่แรกเกิด จนเมื่อ ฮารุกะ สาวมั่นเขามาในชีวิตเขาพร้อมปัญหาที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ต่างๆนาๆ

หากมองในฐานนะนิยาย ยาคุโมะเป็นนิยายที่สนุกใช้ได้ บทหลอนขวัญสั่นติ่งก็ทำได้หนาวสันหลังไม่เลว แต่ที่ดึงดูดให้ติดตามที่สุดไม่ใช่บทของความลึกลับอย่างที่ควรเป็น แต่กลับเป็นฉากพ่อแง่แม่งอนของคู่หนุ่มสาว ที่ฝ่ายชายเป็นพวกปากจัดจิกกัดไม่เลือก ฝ่ายหญิงก็เป็นสาว “ซึนเดระ” หรือแปลไทยว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก ค่อยวนเวียนตัดสลับกับฉากหลอกหลอนให้ได้ชมเป็นระยะๆ ส่วนเรื่องปริศนาลึกลับกลับอ่อนด้อยโดยสิ้นเชิง เรียกว่าแค่อ่านบทนำก็แทบจะคลำไปหาจุดจบได้ง่ายๆ

นี้เป็นตัวอย่างนิยายสืบสวนที่เมื่อ “ความรัก” ถูกแสดงออกมากกว่า “ความลับ” ทำให้จุดประสงค์ของเรื่องราวถูกเบี่ยงออกนอกกรอบจนเกินไป นิยายประเภทนี้น่าจะจัดเป็นนิยายรักที่ใช้พล๊อตของการสืบสวนฯในการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า เหมือนเช่นที่ แฮรี่พ๊อตเตอร์ ก็เป็นนิยายแฟนตาซีที่เอาการสืบสวนฯ มาใช้ได้อย่างน่าดูชม

 

                การแต่งเสริมเติมรักให้นิยายสืบสวน ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ทำให้นิยายเป็นนิยายมากขึ้น เคยมีคำกล่าวว่า ความรักเป็นแรงผลักดัน ความรักในนิยายก็คงเหมือนแรงขับดันของตัวละครให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้คนอ่านอย่างๆเราๆรู้สึกสดชื่นเมื่อได้อ่าน เหมือนฉากพักสายตาและสติที่ตึงเครียดจากเหตุการณ์ลึกลับที่ชวนสับสน ความรักในฉากฆาตกรรมคงไม่ต่างอะไรกับการจัดดอกไม้งานศพ แม้งานศพควรเป็นพิธีการเคร่งขรึม แต่ใช่ว่าบรรยากาศทั้งงานจะต้องเศร้าหมอง การเพิ่มดอกไม้หรือของประดับตกแต่งไว้บ้างกลับช่วยไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป กลับกัน จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายแก่เจ้าภาพหรือผู้ร่วมงานเสียด้วยซ้ำ แต่ดอกที่ใช้ประดับก็คงไม่ใช่ว่าจะเอาดอกใหญ่ๆสีสดๆเหมือนที่ประดับบนหัว ลาล่า โปงลางสะออน ถ้าอย่างนั้นงานศพจะได้กลายเป็นคอนเสริต์เสียงอีสานเป็นแน่

 

                สุดท้ายที่อยากจะบอกไว้ก็คือ กว่า 60% ของนิยายสืบสวนฯ ฆาตกรทำเพราะความรักทั้งนั้น

 

                แบบนี้แล้ว ความรักจะแยกจากนิยายสืบสวนฯได้ยังไง

 

ปล. จะพยายามอัพเดตทุกสัปดาห์ จากนี้ไป

edit @ 15 Jul 2008 18:59:50 by PeterBen

เฮ้อ เรื่องมันเศร้าครับ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่ก่อนจะเล่าเรื่องเคราะห์ ขอเล่าความสนุกต่อให้จบก่อน

 

หลังจากจบครึ่งแรกไปได้ด้วยดี ทุกคนร่วมปรบมือแสดงความยินดีกัน ณ ลานกว้างฝั่งโตคิว และดูท่าทุกคนจะแฮปปี้กันมาก ต่างก็รู้สึกว่ายังคึกคักกันอยู่ กอบกับเป็นเวลาเย็นๆ แดดร่มลมดี ลานพารากอนตอนนี้ไม่ร้อนแล้ว

 

ไปกันต่อไหมต้นโผถาม

 

จะเหลือหรือครับ

 

คราวนี้เราจึงประกาศนัดรวมพลที่ลานกิจกรรมพารากอนเวลา 17.30 น. เพื่อจัดกิจกรรม Bankok Freeze รอบสองต่อกันเลย แต่บังเอิญว่าในคราวนี้ ผู้ให้สัญญาณพิโคโล่ของเราติดภารกิจชีวิต จึงไม่สามารถให้สัญญาณต่อได้ คราวนี้จึงต้องเปลี่ยนครับเป็นคุณ Monophobia และคุณ แตง สองตากล้องภาพนิ่งที่ใครไปงานคอสเพลย์คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี โดยสัญญาณคือ ทั้งสองท่านจะตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมเปิดหมวกเป็นการให้สัญญาณเริ่ม และเมื่อครบห้านาที คุณแตงจะเรียกชื่อคุณMonophobia กลับ แปลกว่าการFreeze ยุติ

 

งานนี้คุณMonophobia ในตอนแรกกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่น่ามีปัญหา แต่พอซักพักเริ่มมีการต่อลงมาเช่น

เปลี่ยนจากถือหมวกค้างเป็นสวมหมวกได้เปล่า

ไม่ตะโกนแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เปล่า

ไม่ต้องเอาชื่อเราได้เปล่า เขิน กลัวดัง

ก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะดังไม่ดัง เพราะคลิปเราลงYoutube เรียบร้อยแล้วนะครับ คุณ....เอ่อ.... เอาน่า เขารู้ละว่าใคร

 

ใกล้เวลานัดหมายเข้ามาทุกที ผู้ร่วมกิจกรรมหลังจากไปดื่มน้ำปัดสาวะ นวดแข้งนวดขากันเรียบร้อยดีแล้ว ก็เริ่มทยอยกันมาเดินวนเวียน ณ ลานน้ำพุพารากอนกันพอสมควร ผมเห็นหนุ่มที่ยืนฟรีสพร้อมไอติมเมื่อรอบที่แล้วกลับมาด้วยไอส์ครีมถ้วยใหม่ ลงทุนดีจริงๆ แต่มองอีกด้านหนึ่ง นี้แกไม่กะคิดมุขใหม่เลยใช่ไหมเนี่ย

 

มารอบนี้เนื่องจากกล้องผมได้เจ๊งสนิทเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ผมจึงมาร่วมใหม่ในฐานะของ ฟรีสเซอร์ เอาละ จะได้รู้กันละว่าการต้องมา แข็ง ต่อหน้าธาระกำนัลมันจะยากซักแค่ไหนเชียว

 

Monophobia มองนาฬิกา มือขวาหยิบหมวก เป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลา เขามองไปรอบๆลานน้ำพุพารากอนเพื่อดูความพร้อมของคนราวๆ ร้อยสี่สิบคน ก่อนจะชูหมวกสีแดงสดพร้อมตะโกนออกไปว่า

ไอ้แตงงงงง เสียงสัญญาณดังขึ้น ทุกคนเริ่มหยุดนิ่ง พร้อมกับหนังสือในมือผมที่หล่นลงพื้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ(ก็หวงนิหว่า) ผมก้มลงหยิบมันขึ้นมาแล้วหยุดค้างไว้อย่างนั้น

 

ผมเลือกท่าก้มลงเก็บหนังสือ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนว่า ท่านี้เวลามองจากด้านหลังแล้วมันเป็นท่า โก้งโค้ง แอ่นตูด ชัดๆ ใจนึกภาวนาว่า ใครอย่างมาถ่ายภาพเบื้องหลังตรูนะเฟ้ย

เวลาผ่านไปราวเกือบนาที ผมเริ่มได้ยินเสียงคนเดินไปมาพูดคุยอย่างสงสัย(รอบที่แล้วมัวแต่เพ่งสมาธิกะกล้องที่มันเสียเลยไม่ได้ดูรอบๆ) แล้วผมก็ค้นพบเรื่องสำคัญอย่างที่สอง คือ ในสภาพที่ผมก้มตัวอยู่นี้ ผมจะไม่เห็นอะไรเลย อ่าวเฮ้ย แล้วคนมาดูกรูเป็นใครบ้าง ใครหยุดในท่าไหนบ้าง ก็ไม่รู้เลยอะดิ เลือกท่านี้ทำไมเนี่ย

 

แล้วแม่เจ้าพระคุณรุนช่องเอ้ย ระหว่างที่ผมยืนอยู่นั้น หางตาผมก็เห็นขาเด็กคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ๆผม พร้อมส่งเสียงร้องว่า

เห้!!!”

พ่อแม่พี่น้องครับ พวกท่านไล่หมายังไง น้องเขาทำกับผมแบบนั้นเลยครับ (ไอ้เด็กสเปรท)

 

แล้ววิบากกรรมอย่างสุดท้ายครับทุกท่าน ทุกท่านจำได้ไหมครับว่าผมเริ่มบทความครึ่งแรกอย่างไร ไม่ต้องกลับไปอ่านครับ ผมเขียนมันไว้ว่า ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการตกหมอนแล้วลองคิดสภาพชายหนุ่มสูง 180cm นอนตกหมอน ที่กำลังยืนโก้งโค้งเก็บของแบบไม่ย่อขาดูซิครับ

เลิกฟรีสได้แล้วเฟ้ยยย กระดูกต้นคอผมร้องลั่นเมื่อนาฬิกาผ่านไปได้ไม่ถึงสองนาที

เวลานี้ผมรู้ซึ้งแล้วครับว่า ทำไมอาจารย์วิชา ส.ล.น. ถึงสอนให้เราย่อตัวเวลาเก็บของที่ตกอยู่ น้องๆหนูๆจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

แต่ก็ช่างเถอะ ปวดก็ต้องทน สปีริทลูกผู้ชาย

 

แล้วเวลาห้านาทีก็ผ่านไปพร้อมขุมนรกที่กระดูกคอด้านซ้าย ได้เวลารวมตัวครั้งสุดท้ายก่อนพูดคุยเล็กๆน้อยๆ และแยกย้ายกลับบ้าน

 

อยากบอกว่างานนี้สนุกมากครับ ตอนที่ได้เห็นจำนวนคนที่มาซึ่งมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมากๆ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเราจะสามารถรวมคนที่แทบไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ให้มารวมตัวกันได้มากถึงขนาดนี้ งานนี้คงต้องยกความดีความชอบให้การประชาสัมพันธ์ของ คุณเป้ คุณเจไดเนโกะ(คนๆนั้นนั่นล่ะ)โปจิ และอีกหลายๆคนที่ช่วยกันบอกแบบปากต่อปากจนมันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้เช่นนี้ แล้วต้องขอกล่าวขอบคุณผู้บันทึกภาพนิ่งทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการช่วยกันบันทึกภาพตามที่ระบุไว้ ซึ่งที่จริงแล้วจะเรียกว่าผมไปเจ้ากี้เจ้าการ ก็คงจะไม่ผิดนัก จึงขอแสดงความเกรงใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

อ่อ อีกสิ่งที่ยังไม่ได้เล่า เรื่องที่ว่าโดนขโมย ใช่ครับผมโดนขโมย ในงานนั้นเลยครับ เอาไปหมดไม่เหลือจริงๆ คนขโมยผมไม่ทราบครับว่าชื่ออะไร เบอร์ติดต่อก็ไม่รู้จัก แต่ผมเคยถ่ายรูปเธอเอาไว้ในงานคอสคราวก่อน นี้คือภาพของเธอครับ

 ขอเบลอภาพเพราะไม่ได้ขออนุญาติไว้

เธอขโมยใจของผมไปครับ ตอนแรกผมไม่รู้จริงๆว่าเธอมาฟรีสด้วย จึงไม่ได้ระมัดระวังตัว หลังจากคราวก่อนได้มาขโมยใจผมไป เล่นเอาผมกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวันกว่าจะตั้งตัวติด มาคราวนี้ก็อีกครั้ง จึงอยากแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ใครคนไหนพบเห็นเธอ โปรดบอกด้วยว่าให้เอาใจผมมาคืนด่วน ทางนี้เตรียมเบอร์โทรไว้สำหรับเป็นค่าไถ่เรียบร้อยแล้ว ^ ^

edit @ 22 Apr 2008 11:21:38 by PeterBen