Novel

 

 

มานึกๆดูแล้ว ทั้งที่ผมทำบล๊อกเกี่ยวกับนิยายสืบสวนสอบสวนมาตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่เคยรีวิวถึงยอดนักสืบในตำนานอย่าง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เลยซักครั้ง

จริงๆก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าตัวนักสืบผู้นี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก มากซะขนาดต่อให้ผมไม่ต้องพูดอะไร ทุกท่านก็น่าจะรู้จักกับชายผู้นี้ดีอยู่แล้ว เผลอๆจะดีกว่าผมเสียอีก

 

ฉะนั้น ผมขอกล่าวลาทุกท่านไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี

.

.

.

แน่ะ ทำเนียน ^_^

เอาละ เข้าเรื่องเสียที

 

มหาสุญกาล ประพฤติการณ์ในต่างแดนของเชอร์ล็อก โฮล์มส์

 

หากทุกท่านเคยศึกษาถึงผลงานอันเป็นอมตะของท่าน เซอร์อาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ ชุดนี้ อาจจะเคยทราบกันมาบ้างว่า โคนัน ดอยล์ เคยเขียนให้นักสืบตาเหยี่ยวผู้นี้เสียชีวิตไปแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่ชื่อว่า “ปัญหาสุดท้าย (The Adventure of the Final Problem) โดยยอดนักสืบของเราได้ต่อสู้กับศัตรูคู่แค้นของเขา ศาสตราจารย์ เจมส์ มอริอาร์ตี้ นโปเลียนแห่งวงการอาชญากรรม และหายสาปสุญไปพร้อมๆกัน ณ ผาน้ำตกไรเช่นบัค ในปี 1893

 

ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใด โคนัน ดอยล์ถึงทำเช่นนั้น บางคนว่าท่านเซอร์ของเราอาจจะเบื่อกับนายนักสืบขี้เก๊กคนนี้แล้ว บ้างก็ว่าเพราะท่านรวยมากจนไม่รู้จะเขียนต่อไปทำไม แต่คงไม่ใช่เพราะโดนบก.ตัดจบเป็นแน่ เพราะภายหลังการจบแบบปาหมอน (หรือควรจะเรียกว่าปาไปป์ดี) ก็ทำให้ยอดขายนิตยสารตกฮวบ เพราะผู้อ่านรับไม่ได้

 

จนกระทั้งในปี ค.ศ.1907 เกือบหนึ่งทศวรรษ โคนัน ดอยล์ ก็นึกคึก ปลุกยอดนักสืบผู้นี้ขึ้นมาจากก้นน้ำตกหน้าตาเฉยในตอน “บ้านร้าง ( The Empty House)” สร้างความปิติให้กับแฟนๆผลงานของท่านเป็นอย่างมาก

 

ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาตามท้องเรื่องที่ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หายตัวไปในตอนปัญหาสุดท้ายนั้นคือ พฤษภาคม 1891 และการกลับมาในตอนบ้านร้างคือ  เมษายน 1894 เป็นเวลาถึง 3ปี โดยโฮล์มส์ ได้เล่าให้วัตสันฟังว่าเขาเดินทางไปทั่วทั้งทิเบต เปอร์เซีย เมกกะ คาร์ทูม ฝรั่งเศส ...ฯลฯ

 

ช่วงสามปีนี่ละคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

 

สามปีที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

                มหาสุญกาล เป็นหนังสือที่รวมเอาเรื่องสั้นจำลักษณ์ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หลายเรื่องจากหลากนักเขียน ที่พยายามอุดช่องว่างสามปีที่ เซอร์อาร์เธ่อร์ เว้นว่างไว้ให้เต็ม โดยเรียงลำดับเวลาและสถานที่เอาไว้อย่างเหมาะสมและลงตัว และกลายเป็นสะพานที่เชื่อมต่อจากหน้าผาไรเช่นบัค ไปสู่สวนสาธารณะป๊าร์คเลน ที่ๆ โฮล์มส์ และวัตสันได้พบเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

 

การผจญภัยนอกเกาะอังกฤษของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์

 

ใช่ว่า โคนัน ดอยล์จะไม่เคยพายอดนักสืบของเขาออกนอกประเทศเลย แต่ในช่วงของมหาสุญกาลนั้น สามปีของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไม่ต่างอะไรกับการพักร้อนระยะยาว ที่ทำให้ยอดนักสืบของเราสามารถที่จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนแห่งหลังคาโลกอย่าง ทิเบต การเผชิญหน้ากับเยติที่หิมาลัย พูดคุยกับปรมจารย์แห่งจิตวิทยา ซิกมุนด์ ฟรอยด์ หรือแม้แต่เที่ยวเมืองเชียงใหม่ในไทย O_o

               

 

                สิ่งที่ผมอดชมไม่ได้ในหนังสือเล่มนี้นั้น ไม่ใช่แค่การพยายามอุดช่องว่างให้เต็มเท่านั้น แต่เป็นในส่วนของคำตามที่เต็มไปด้วยข้อมูลและลายละเอียดปลีกย่อยที่แนบท้ายอยู่ทุกบท แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและการหาข้อมูลของเหล่านักแปลและบรรณาธิการที่ขวนขวายหามา ซ้ำในทุกบทยังมีภาพประกอบควบคู่ไปด้วย แถมหน้าปกยังดูดีมากๆ จนทำให้หนังสือเล่มนี้ เหมาะเป็นฐานข้อมูล และของสะสมที่แฟนพันธุ์แท้ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ จะต้องหามาเก็บเข้าบ้านให้ได้

 

5ดาวเต็มไปเลย

 

 

 

 

ปล. พรุ่งนี้ 10.15 ช่อง 3 ซิตคอม ผู้กองเจ้าเสน่ห์  จะเป็นพล๊อตเกี่ยวกับสืบสวนสอบสวน 

        ทำไมผมถึงรู้นะเหรอ

 

        ก็ผมไปช่วยเขาเขียนนะสิ เฮอะๆๆ

 

ปล2. อยากไปงาน อะบุ๊กแฟร์ แต่ไม่มีทั้งเงินและคนที่จะไปด้วย ใครว่างไปกันมะ?

 

ปล3. จะจบแล้ว แต่ยังไม่มีงานทำ แฮะๆ


edit @ 7 Feb 2009 22:29:13 by PeterBen

วันหนึ่ง เมื่อคุณตื่นขึ้นมาและพบว่าคุณถูกขังอยู่ในห้องที่ไม่มีทางออก ไร้ซึ่งแสงตะวันและอิสรภาพ กับคนในห้องอีก 3 คนที่หนึ่งในนั้นอาจเป็นฆาตกร คุณจะทำเช่นใด

                                                                

 

ประตูที่ปิดตาย เป็นนิยายสืบสวนเน้นพล๊อต โดยเล่าถึงชายหญิง 4 คนที่เกี่ยวพันกับการตายของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แต่ผู้เป็นมารดากลับเคียดแค้น จึงลักพาตัวคนทั้ง 4 มาขังไว้ ทิ้งไว้เพียงน้ำและอาหารอย่างจำกัด และไร้ซึ่งการต่อรองใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาทำได้มีเพียงการทนอยู่ร่วมกันกับใครคนหนึ่งที่อาจเคยฆ่าคนมาแล้ว หรือไม่ก็ต้องหาทางออกมาให้ได้

 

 

พล๊อตเรื่องของ ประตูที่ปิดตาย ดูคล้ายๆกับ SAW ภาคแรกๆ ที่ตัวละครถูกลักพาตัวมาในห้องลับๆเพื่อเล่นเกมกับฆาตกรต่อเนื่อง Jigsaw  ซึ่งเหล่าผู้ที่ถูกจับขังนั้น มักจะไม่รู้ว่า สาเหตุใดที่เขา/เธอ ต้องถูกลักพาตัวมาเช่นนี้ แต่ในเรื่อง “ประตูที่ปิดตาย” จะเล่นกับจิตของคนมากกว่าเวลาที่ถูกขังในที่แคบๆ

 

แกนั้นล่ะคือคนร้าย?

“ประตูที่ปิดตาย” เป็นนิยายสืบสวนที่ผู้เขียน ค่อนข้างจะท้าทายผู้อ่านอย่างยิ่ง และน่าจะเรียกว่าเรื่องสั้น มากกว่านวนิยาย หนึ่งเพราะทั้งเรื่องมีตัวละครหลักเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซ้ำการดำเนินเรื่องยังตะลุยแบบม้วนเดียวจบ ไม่มีแบ่งเป็นองค์ย่อยๆ โดยเล่าสลับกันไประหว่างเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบัน และแทบไม่มีการกล่าวถึงผู้อื่นอีกเลย ซึ่งหมายความว่า ปริศนาทั้งหมดมันก็อยู่ที่คนแค่ 4 คนนี้ล่ะที่ซ่อนเอาไว้

 

เหมือนเวลาทำข้อสอบปรนัยที่มีตัวเลือก ก ข ค ง เวลาก็มีให้เหลือเฟือ ก็จนกว่าคุณจะอ่านจบนั่นล่ะ

แล้วคุณจะรับคำท้าของนักเขียนหรือเปล่า?

 

แนะนำอย่างยิ่ง สำหรับคนชอบนิยายสืบสวนที่ท้าทายสมอง

 

แถมท้าย ในที่สุด หลังจากติดวันหยุดที่ 23 ที่ผ่านมา เมื่อการไปรษณีเปิดทำการ พัสดุเล่มหนึ่งก็มาถึงมือผม

 

บุหงาปารี นวนิยายแฟนตาซี อิงประวัติศาสตร์ของคุณวินทร์ เลียววาริณ หรือเวอร์ชั้นนิยายของ "ปืนใหญ่จอมสลัด"

 

ลายเซ็นคุณวินทร์

 

นิยายหนามากๆพอๆกะปีกแดงเลย แต่เบากว่าเยอะ ทีแรกกะว่าจะอ่านให้จบก่อนไปดูหนัง แต่สงสัยกว่าจะอ่านจบ หนังคงออกโรงพอดี เฮอะๆ

ไปอ่านต่อละครับ

edit @ 24 Oct 2008 21:53:54 by PeterBen

ในวันงานหนังสือเด็กที่ผ่านมา ถึงแม้จะติดงานมหาลัยแสนยุ่งก็ตามที ก็ยังพยายามปลีกตัวไปเสียให้ได้ ประเด็นสำคัญไม่ใช้เพราะนิยาย Light Novel ปกใหม่ของ Bliss หรือเพราะปกใหม่โคตรสวยทั้งชุดของแมวสามสีกับงานของโอสซึ อิจิ(ด้วยฝีมือของ คุณทรงศีล ผู้วาดหัวไฟกับถั่วงอก อยากได้เฟ้ย) และไม่ใจเพราะต้องการไปเหล่หญิงที่รุมเบียดเสียดกันที่บูทแจ่มใส่ที่โกลาหนกันถึงขั้นเป็นข่าวหน้าหนึ่ง แต่เพราะงานเขียนเล่มเดียว ของราชินีอาชยนิยายของญี่ปุ่น ที่ให้ตายอย่างไรก็อยากอ่านก่อนคนอื่นๆเขา ปริศนาฆาตกรรมหั่นศพ ของ มิยูเบะ มิยากิ

 

ไม่มีกล้องถ่ายรูป หารูปใหญ่กว่านี้ไม่ได้แล้ว T-T

 

เกริ่นนำ

วันที่บรรยากาศแจ่มใส่ เหมาะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของสองแม่ลูก กลับถูกทำลายลงด้วยถุงปริศนาที่บรรจุชิ้นส่วนของศพที่เน่าเฟะล่องลอยมาตามน้ำ สร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วกรุงโตเกียว และเหมือนยังไม่สาใจความวิตปริตของฆาตกร มันจึงส่งจดหมายไปให้ตำรวจเพื่อบอกที่ซ่อนของชิ้นส่วนศพที่แต่ละชิ้น ยางิซาวะ มิจิโอะ นายตำรวจสืบสวนจึงต้องออกสืบสวนเพื่อจับฆาตกรโรคจิตผิดมนุษย์คนนี้

 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ยางิซาวะ จุน ผู้เป็นลูก ก็ได้รับจดหมายลึกลับที่บอกให้รู้ว่า ชิโนดะ โทโงะ จิตรกรใหญ่ที่อาศัยในหมู่บ้านคือฆาตกร สอดคล้องกับข่าวลือที่ว่าเคยมีหญิงสาวหายเข้าไปในบ้านหลังนั้น จุน จึงออกสืบหาความจริงเพื่อช่วยเหลือพ่อ และได้พบกับเงือนงำที่ไม่คาดฝัน กับภาพวาด เปลวเพลิง

 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ใครเป็นคนร้าย ...ไปอ่านเอง

 

 

สิ่งที่ปิดบังไว้

 

นิยายเรื่องนี้ดูหลอนทั้งหน้าปกและชื่อเรื่อง ครั้งแรกที่ได้ยินว่าจะวางขายในงานหนังสือเด็กก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า แต่พออ่านจบแล้วก็ทำให้คิดไปว่า หรือนี้จะมีนัยยะแอบแฝง

ปริศนาฆาตกรรมหั่นศพใช้สองพ่อลูกเป็นนักสืบและตัวดำเนินเรื่อง โดยฝั่งพ่อจะเล่าในมุมมองของตำรวจ ขณะที่ฝั่งลูกจะนำเสนออีกด้านหนึ่งของโทงะ ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้าย แก่นหลักของเรื่องกล่าวถึงสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า กับสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในอาจไม่ใช่อย่างเดียวกัน ชิโนดะ โทโงะ เป็นจิตรกรชราปากร้ายที่เคยมีข่าวเสียหายในวงการศิลปะ เมื่อย้ายมาอยู่ก็เกิดมีปากเสียงกับคนในหมู่บ้านและเกิดเป็นข่าวลือประหลาดๆขึ้น เพียงแค่นี้สามารถบอกได้หรือไม่ว่าเขาเป็นดีหรือคนร้าย เช่นกัน ฆาตกรฆ่าหั่นศพเป็นชิ้นๆ กระจายไปทั่วโตเกียว แล้วยังส่งจดหมายมาท้าทายตำรวจอีก นี้คือการกระทำของคนโรคจิตจริงๆ หรือเพราะมีอะไรแอบซ่อนอยู่

หรือการเอาหนังสือชื่อโหดๆแบบนี้ขายในงานหนังสือเด็ก ก็คือปริศนาธรรมแบบหนึ่งที่ Bliss จงใจให้เราตีความ?

 

 

THIS IS MIYABEeeee!!! (ตะโกนดังๆแล้วโดดถีบคนข้างหน้าตกบ่อ)

 

สิ่งที่เหนือไปจากนิยายนักสืบของนักเขียนท่านอื่นๆ นั้นคือการทำให้ตัวละครมีเอกลักษณ์และดูจับต้องได้ เป็นสไตล์เฉพาะตัวที่มิยาเบะนำเสนออยู่เสมอๆไม่ว่าจะเป็นนิยายเล่มไหนๆ มิยาเบะแสดงให้เห็นว่าเธอใส่ใจในพฤติกรรมของตัวละครและนำเสนอได้อย่างไม่น่าเบื่อ ไม่มากไม่น้อย ทำให้เวลาอ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนอ่านหนังสือ แต่เหมือนเห็นพวกเขาออกมาแสดงตัวให้ดูบนหน้ากระดาษ ยิ่งเล่มนี้ไม่หนามาก เลยอ่านเพลินจนจบแค่คืนหนึ่ง

ถ้าจะให้ติก็คงเป็นเรื่องของบรรยากาศของเรื่องที่ไม่สมกับชื่อและปก เพราะมีฉากโหดๆหรือเรื่องชวนหดหู่น้อยกว่าที่คาดมาก ทั้งที่ตั้งแต่หน้าปกยันบทเปิดก็ดูจะชักนำให้คนอ่านเสียวสันหลังวาบ ไม่กล้าอ่านคนเดียวแล้วแท้ๆ แต่เมื่ออ่านไปได้ซักสอง สามบท ก็เหมือนว่าเรื่องจะชักนำเราไปสู่บรรยากาศครอบครัวหรรษาในหมู่บ้านใหม่แสนร่มรื่น หรือนี้จะเป็นรูปแบบการหักมุมแบบใหม่ คือหักตั้งแต่หน้าปกแทนที่จะหักกันหน้าสุดท้าย ยังดีที่ปริศนาและความซับซ้อนยังพอคงอยู่ครบถ้วน จึงพอดึงอารมณ์กลับมาได้หน่อย

 

สรุป

พล๊อต กำลังดี เหมาะกับขาจรและแฟนขาประจำ

ความโหด น่าผิดหวัง เสียที่หน้าปกที่ทำให้เข้าใจผิด

สำนวนภาษา – 4.5 ดาว คนเขียนการันตี นักแปลมีฝีมือ

ระยะเวลาอ่าน -  1 ถ้วยกาแฟ ต่อสองบท หรือราวๆครึ่งคืน

edit @ 12 Aug 2008 15:15:39 by PeterBen