Event

เฮ้อ เรื่องมันเศร้าครับ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่ก่อนจะเล่าเรื่องเคราะห์ ขอเล่าความสนุกต่อให้จบก่อน

 

หลังจากจบครึ่งแรกไปได้ด้วยดี ทุกคนร่วมปรบมือแสดงความยินดีกัน ณ ลานกว้างฝั่งโตคิว และดูท่าทุกคนจะแฮปปี้กันมาก ต่างก็รู้สึกว่ายังคึกคักกันอยู่ กอบกับเป็นเวลาเย็นๆ แดดร่มลมดี ลานพารากอนตอนนี้ไม่ร้อนแล้ว

 

ไปกันต่อไหมต้นโผถาม

 

จะเหลือหรือครับ

 

คราวนี้เราจึงประกาศนัดรวมพลที่ลานกิจกรรมพารากอนเวลา 17.30 น. เพื่อจัดกิจกรรม Bankok Freeze รอบสองต่อกันเลย แต่บังเอิญว่าในคราวนี้ ผู้ให้สัญญาณพิโคโล่ของเราติดภารกิจชีวิต จึงไม่สามารถให้สัญญาณต่อได้ คราวนี้จึงต้องเปลี่ยนครับเป็นคุณ Monophobia และคุณ แตง สองตากล้องภาพนิ่งที่ใครไปงานคอสเพลย์คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี โดยสัญญาณคือ ทั้งสองท่านจะตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมเปิดหมวกเป็นการให้สัญญาณเริ่ม และเมื่อครบห้านาที คุณแตงจะเรียกชื่อคุณMonophobia กลับ แปลกว่าการFreeze ยุติ

 

งานนี้คุณMonophobia ในตอนแรกกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่น่ามีปัญหา แต่พอซักพักเริ่มมีการต่อลงมาเช่น

เปลี่ยนจากถือหมวกค้างเป็นสวมหมวกได้เปล่า

ไม่ตะโกนแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เปล่า

ไม่ต้องเอาชื่อเราได้เปล่า เขิน กลัวดัง

ก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะดังไม่ดัง เพราะคลิปเราลงYoutube เรียบร้อยแล้วนะครับ คุณ....เอ่อ.... เอาน่า เขารู้ละว่าใคร

 

ใกล้เวลานัดหมายเข้ามาทุกที ผู้ร่วมกิจกรรมหลังจากไปดื่มน้ำปัดสาวะ นวดแข้งนวดขากันเรียบร้อยดีแล้ว ก็เริ่มทยอยกันมาเดินวนเวียน ณ ลานน้ำพุพารากอนกันพอสมควร ผมเห็นหนุ่มที่ยืนฟรีสพร้อมไอติมเมื่อรอบที่แล้วกลับมาด้วยไอส์ครีมถ้วยใหม่ ลงทุนดีจริงๆ แต่มองอีกด้านหนึ่ง นี้แกไม่กะคิดมุขใหม่เลยใช่ไหมเนี่ย

 

มารอบนี้เนื่องจากกล้องผมได้เจ๊งสนิทเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ผมจึงมาร่วมใหม่ในฐานะของ ฟรีสเซอร์ เอาละ จะได้รู้กันละว่าการต้องมา แข็ง ต่อหน้าธาระกำนัลมันจะยากซักแค่ไหนเชียว

 

Monophobia มองนาฬิกา มือขวาหยิบหมวก เป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลา เขามองไปรอบๆลานน้ำพุพารากอนเพื่อดูความพร้อมของคนราวๆ ร้อยสี่สิบคน ก่อนจะชูหมวกสีแดงสดพร้อมตะโกนออกไปว่า

ไอ้แตงงงงง เสียงสัญญาณดังขึ้น ทุกคนเริ่มหยุดนิ่ง พร้อมกับหนังสือในมือผมที่หล่นลงพื้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ(ก็หวงนิหว่า) ผมก้มลงหยิบมันขึ้นมาแล้วหยุดค้างไว้อย่างนั้น

 

ผมเลือกท่าก้มลงเก็บหนังสือ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนว่า ท่านี้เวลามองจากด้านหลังแล้วมันเป็นท่า โก้งโค้ง แอ่นตูด ชัดๆ ใจนึกภาวนาว่า ใครอย่างมาถ่ายภาพเบื้องหลังตรูนะเฟ้ย

เวลาผ่านไปราวเกือบนาที ผมเริ่มได้ยินเสียงคนเดินไปมาพูดคุยอย่างสงสัย(รอบที่แล้วมัวแต่เพ่งสมาธิกะกล้องที่มันเสียเลยไม่ได้ดูรอบๆ) แล้วผมก็ค้นพบเรื่องสำคัญอย่างที่สอง คือ ในสภาพที่ผมก้มตัวอยู่นี้ ผมจะไม่เห็นอะไรเลย อ่าวเฮ้ย แล้วคนมาดูกรูเป็นใครบ้าง ใครหยุดในท่าไหนบ้าง ก็ไม่รู้เลยอะดิ เลือกท่านี้ทำไมเนี่ย

 

แล้วแม่เจ้าพระคุณรุนช่องเอ้ย ระหว่างที่ผมยืนอยู่นั้น หางตาผมก็เห็นขาเด็กคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ๆผม พร้อมส่งเสียงร้องว่า

เห้!!!”

พ่อแม่พี่น้องครับ พวกท่านไล่หมายังไง น้องเขาทำกับผมแบบนั้นเลยครับ (ไอ้เด็กสเปรท)

 

แล้ววิบากกรรมอย่างสุดท้ายครับทุกท่าน ทุกท่านจำได้ไหมครับว่าผมเริ่มบทความครึ่งแรกอย่างไร ไม่ต้องกลับไปอ่านครับ ผมเขียนมันไว้ว่า ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการตกหมอนแล้วลองคิดสภาพชายหนุ่มสูง 180cm นอนตกหมอน ที่กำลังยืนโก้งโค้งเก็บของแบบไม่ย่อขาดูซิครับ

เลิกฟรีสได้แล้วเฟ้ยยย กระดูกต้นคอผมร้องลั่นเมื่อนาฬิกาผ่านไปได้ไม่ถึงสองนาที

เวลานี้ผมรู้ซึ้งแล้วครับว่า ทำไมอาจารย์วิชา ส.ล.น. ถึงสอนให้เราย่อตัวเวลาเก็บของที่ตกอยู่ น้องๆหนูๆจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

แต่ก็ช่างเถอะ ปวดก็ต้องทน สปีริทลูกผู้ชาย

 

แล้วเวลาห้านาทีก็ผ่านไปพร้อมขุมนรกที่กระดูกคอด้านซ้าย ได้เวลารวมตัวครั้งสุดท้ายก่อนพูดคุยเล็กๆน้อยๆ และแยกย้ายกลับบ้าน

 

อยากบอกว่างานนี้สนุกมากครับ ตอนที่ได้เห็นจำนวนคนที่มาซึ่งมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมากๆ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเราจะสามารถรวมคนที่แทบไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ให้มารวมตัวกันได้มากถึงขนาดนี้ งานนี้คงต้องยกความดีความชอบให้การประชาสัมพันธ์ของ คุณเป้ คุณเจไดเนโกะ(คนๆนั้นนั่นล่ะ)โปจิ และอีกหลายๆคนที่ช่วยกันบอกแบบปากต่อปากจนมันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้เช่นนี้ แล้วต้องขอกล่าวขอบคุณผู้บันทึกภาพนิ่งทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการช่วยกันบันทึกภาพตามที่ระบุไว้ ซึ่งที่จริงแล้วจะเรียกว่าผมไปเจ้ากี้เจ้าการ ก็คงจะไม่ผิดนัก จึงขอแสดงความเกรงใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

อ่อ อีกสิ่งที่ยังไม่ได้เล่า เรื่องที่ว่าโดนขโมย ใช่ครับผมโดนขโมย ในงานนั้นเลยครับ เอาไปหมดไม่เหลือจริงๆ คนขโมยผมไม่ทราบครับว่าชื่ออะไร เบอร์ติดต่อก็ไม่รู้จัก แต่ผมเคยถ่ายรูปเธอเอาไว้ในงานคอสคราวก่อน นี้คือภาพของเธอครับ

 ขอเบลอภาพเพราะไม่ได้ขออนุญาติไว้

เธอขโมยใจของผมไปครับ ตอนแรกผมไม่รู้จริงๆว่าเธอมาฟรีสด้วย จึงไม่ได้ระมัดระวังตัว หลังจากคราวก่อนได้มาขโมยใจผมไป เล่นเอาผมกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวันกว่าจะตั้งตัวติด มาคราวนี้ก็อีกครั้ง จึงอยากแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ใครคนไหนพบเห็นเธอ โปรดบอกด้วยว่าให้เอาใจผมมาคืนด่วน ทางนี้เตรียมเบอร์โทรไว้สำหรับเป็นค่าไถ่เรียบร้อยแล้ว ^ ^

edit @ 22 Apr 2008 11:21:38 by PeterBen

วันนี้ตื่นเช้าขึ้นมาตอนสายๆ พร้อมอาการตกหมอนและปวดต้นคอ อย่างไรเสียก็ต้องเรียกว่าตื่นเช้ากว่าปรกติแล้วเพราะวันนี้เตรียมตัวจะมางาน  แข็งเฉพาะกิจ เต็มที่ หลังจัดการมื้อเช้าแล้ว ก็หยิบกล้องมาตรวจความพร้อม ชาร์ตแบตให้เรียบร้อย กะว่าวันนี้ต้องได้อะไรหนุกๆมาเก็บไว้เป็นแน่

 

จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้เป็นทีมตั้งต้นอะไรกะเขาหรอก ก็ไปแจมๆเอาหนุกๆ แต่พอดีว่ารู้จักกะโปจิมาก่อนด้วย แล้วตอนอยู่มหาลัยก็ค่อนข้างบ้ากิจกรรรม เลยขออาสาช่วยเรื่องกล้องอีกคน

 

ช่วงเกือบๆบ่ายสองโมง เดินทางมาถึงMBK เรียบร้อย แต่ยังไม่เห็นใครเลยไปกินข้าวก่อน มาถึงที่นัดหมายอีกทีบ่ายสองเศษ ก็เจอคนเปเป้กะ....ใครหว่า...ช่างเหอะ คนนั้นล่ะ รออยู่ ส่วนโปจิลงรถไฟฟ้าพอดี

 

มองดูลาดราวรอบๆทางเชื่อม มีคนยืนบ้างเดินบ้าง จริงๆมองตาก็รู้ล่ะว่าคงมางาน แข็ง กัน แต่ต่างคนต่างก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมา แข็ง กะเราหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ โปจิบอกให้ลองเขาไปถามเลยว่า พี่/น้อง ครับ นี้มาแข็งกันใช่ไหมครับก็น่าเกลียดไปนิด แต่เอาเถอะ ถ้าพวกเราไม่เริ่มเรียก แล้วใครมันจะรู้ ก็เอาละ เห็นพี่กลุ่มหนึ่งพกกล้องมาเต็มพิกัด ขาตั้งกล้องพร้อม ก็ชัวร์ละ มางานนี้แน่เลยเข้าไปสอบถามก่อน

 

พอเริ่มหนึ่งคน มันก็เหมือนเป็นสัญญาณเรียกคนอื่นๆที่ยังกล้าๆกลัวๆมาร่วม ใครมาสอบถามก็นัดแนะเวลากันไปว่ารวมกันบ่ายสามโมงคุยอีกที ช่วงนี้ก็นับคนที่มาได้ราวๆยี่สิบคน ซึ่งว่าตามตรง ก็เป็นจำนวนที่คุณเป้ประเมินไว้ว่า ชื้นใจแล้ว คือ ยี่สิบคนก็พอสมควรแล้ว ยืนแข็งกันแล้วไม่น่าเกลียด แต่ก็เชื่อว่าอย่างไรก็จะมากันอีก โดยเป้าหมายที่คาดไว้ตามจุดประสงค์คือร้อยคน ช่วงนี้คุณเป้กับ...เอ่อ...คนนั้นล่ะ หายตัวไปกินข้าวก่อน รอช่วงบ่ายสามคุย

 

//ขณะกำลังรอคนมา ช่วงนี้ก็มีกิจกรรม ถ่ายภาพกับหมาหล่อ ไว้ว่ากันทีหลัง

 

พอมาถึงบ่ายสาม ซึ่งเป็นเวลานัดหมายในเวป กลุ่มคนที่นัดไว้ก่อนหน้านี้ก็ทยอยมากันเรื่อยๆ สิบคน ยี่สิบคน คนรอบๆที่ยืนเก็กหล่อกันบ้าง เดินยิ้มไปยิ้มมาอยู่บ้าง(จริงๆคือเขินนั้นล่ะ ไม่ยอมมารายงานตัว) ก็เขามาร่วมวงด้วย กลุ่มคนค่อยๆขยายเป็นสี่สิบ ห้าสิบคน เอาล่ะปิดทางเดินรถไฟฟ้าแล้ว ย้ายครับๆ

 

โปจิรับหน้าที่เป็นพิธิกร รายงานกติกาไปเรื่อยๆ หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ .... เฮ้ยคนชักเยอะเฟ้ย นับด้วยสายตาแล้วเกินร้อยได้ สุดยอดดดดด!!! แล้วคุณเป้ไปไหน???

มีฝรั่งมาด้วย มากันทั้งครอบครัวเลย งานนี้โกอินเตอร์ของจริงละ

ช่วงนี้ก็ได้ลองถ่ายภาพบรรยากาศลองกล้องอีกรอบ ยังใช้การได้ แหม่ ก็ซื้อทั้งหัวล้างใหม่ เทปใหม่รองานนี้เลยนะเนี่ย

 

คนเริ่มมากก็เริ่มคึก ก็พอดีว่าคุณวาผู้ให้สัญญาณได้เดินทางมาถึงพอดี เธอมาถึงพร้อมเครื่องดนตรี พิคโคโร่ซึ่งทำให้หลายคนผิดหวังมากว่า ทำไมมันไม่ใช่สีเขียว มีสองหนวด? (555) สำหรับใครยังไม่ทราบ พิคโคโร่ เป็นเครื่องดนตรีรูปร่างคล้ายฟรุต แต่สั้นๆและเสียงจะแหลมที่สุดในวงดุริยางค์ คุณวาโชว์เพลงที่จะใช้เป็นสัญญาณให้เราฟังสั้นๆ ซึ่งก็เป็นเพลงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

 

ราวกับเสียงสวรรค์ ดูเหมือนเทศกิจจะได้ยินจึงปรี่มาดูจุดที่คนมุงกันมากมาย  งานนี้คุณเป้(ที่ทำหน้างงเพราะพึ่งเห็นจำนวนคน) กับโปจิก็เขาไปเคลียร์ก่อนเริ่มงาน

(จนถึงเวลานี้ กล้องยังทำงานได้เป็นปรกติดีอยู่)

 

หลังจากเสียเวลากับเทศกิจเล็กน้อย แต่เพราะใกล้เวลานัดหมายแล้ว ที่จริงยังมีเรื่องที่อยากนัดแนะอีกหลายจุดเพื่อความเนียนแต่กลัวว่าจะไม่ได้เริ่มงานกันมากกว่า จึงให้ทุกคนสลายโต๋ สี่โมงให้มากันให้พร้อมเพรียงรอเสียงสัญญาณ

 

สัญญาณนาฬิกาบอกเวลา สี่โมงตรง เสียงพิโคโล่ดังก้อง ณ ทางเชื่อมรถไฟฟ้า แล้วม่านการแสดงก็เปิดฉาก

 

คนราวๆ ร้อยยี่สิบคน(ไม่ได้โม้) ที่กระจายตัวกันพร้อม ณ บริเวณทางเชื่อม ยาวไปถึงสามช่วงเสารถไฟฟ้า เริ่มฟรีส (เสียดายที่ฟรีสไม่พร้อมกัน เพราะพิโคโล่ดังไปไม่ถึงคนที่อยู่ไกลๆ แต่ไม่เป็นไรมาก) กล้องทุกตัวเริ่มถ่าย กล้องผมก็เช่นกัน เพียงแต่มันเริ่มไม่เหมือนทุกที...

 

อยู่ๆภาพที่หน้าจอบันทึกก็กลายเป็นเส้นๆสีเขียวๆ

 

Chip Lost (ชิบ หาย) หน้าจอพัง(ละม้างง) แต่ก็ยังตั้งหน้าถ่ายต่อ

แต่ละคนเริ่มฟรีสกัน หลายคนเล่นท่าง่ายเช่น คนเดิน คนคุย คนถือกล้อง(ไอ้นี้เนียน) ท่ายากหน่อยก็ คนเก็บของ คนก้าวขา คนกินไอติม(จบงานละลายหมด) คนเหาะ(ไอ้นี้ไม่มี) สร้างความงุนงงให้คนเดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่น้อย

แต่ดูหลายคนจะพอรู้บ้าง เพราะกล้องเยอะเหลือเกิน ผมไม่ได้ว่าแค่กล้องVDO หรอก กล้องถ่ายรูป กล้องมือถือ กล้องMP3 กล้องIPhone(รวย) กล้องยาสูบไม่มี ทำให้หลายคนรู้ว่างานนี้มีเตี้ยม แต่ช่างเถอะ ถ้าจะให้บอกว่า ทุกท่านครับ กรุณาอย่านำกล้องมาถ่ายระหว่างฟรีสนะครับ มันก็ดูเหลวไหลไปหน่อย เพราะทุกคนก็มาเพื่อร่วมสนุกกัน ก็ต้องเก็บภาพเอาไว้เป็นที่ละรึกเป็นเรื่องปรกติ

 

แล้วห้านาที(กว่าๆ) ก็จบลง เฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

ผมเปิดเช็กภาพที่บันทึกไว้ ก่อนจะพบว่า สิ่งที่ผมถ่ายไปทั้งหมด ไม่ได้อะไรเลย T-T

 

เดียวต่อครึ่งหลัง