Diary

ไม่นานมานี้เป็นช่วงที่ผมไม่ค่อยได้นอนเท่าไร ส่วนหนึ่งมาจากงานที่มหาลัยฯวุ่นวาย เพราะนอกจากงานหนัง(ที่ไม่ค่อยได้ยุ่งเท่าไร) ยังดันสะเออะไปลงเรียนกับพวก เอก-ไทย อีก 3 ตัว ซึ่งงานก็ไม่ได้เยอะหรอกครับ แค่อ่านนิยายทั้งวี่ทั้งวันเท่านั้นเอง -_-

 

 

จนวันหนึ่งขณะที่นั่งรถสาย 542 เพื่อกลับบ้าน ด้วยความที่อยากนอนมากแต่รถเต็มจึงไม่มีที่ให้เลือกมากนัก ยังดีที่มีมุมให้พิงหัวอยู่ที่หลังรถพอดี ถึงมันจะมีเสียงเครื่องยนต์รบกวนอยู่ตลอดเวลาก็เหอะ ก็ยังพอได้พักหัวบ้าง

 

 

กระทั้งรถเคลื่อนผ่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เธอคนนั้นก็ขึ้นมาบนรถ ด้วยท่าท่างที่ทำให้คนทั้งรถสนใจเธอ

 

 

เธอไม่ใช่สาวขายยา ไม่ใช่ดารา หรือเป็นนางฟ้าในวรรณคดีมาจากไหน หรือถ้าจะมาจากวรรณกรรมไทยเรื่องใด ที่ผมนึกออกก็เห็นจะมีแต่ “แก้วหน้าม้า” เท่านั้นที่ใกล้เคียงจะเรียกได้

 

 

เธอเป็นสาวผิวดำหยาบ ผมยาวดำ และแต่งกายด้วยชุดเอี๊ยมซอมซ่อ ไหล่สะพายย่ามสีน้ำเงินเก่าๆกลิ่นแปลกๆ ฟันหน้ายื่นและเบี้ยว หางตายับย่นมากกว่าสี่ชั้น ริมฝีปากแห้งและมีสีม่วงแต้ม และเหมือนมีออร่าสีตุ่นๆรอบๆตัวเธอทำให้ทุกคนหลีกทางให้ราวกับโมเสกแยกทะเล

 

 

“พี่ชายค่ะ” เธอเรียกผม แต่ผมไม่รู้ตัวเธอเลยต้องเรียกผมซ้ำ ”พี่ชายค่ะ”

ใจนึกค้านเรื่องอายุ เพราะแม้จะเดาอายุเธอจากท่าทางไม่ออก แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะแก่กว่า (หรืออย่างน้อย หน้าผมก็ยังหนุ่มกว่าหล่อน เอ่ หรือผมจะเข้าใจผิด) เธอเอ่ยถามต่อขณะที่ผมยังสะลึมสะลือเพราะความง่วง “ขอหนูนั่งด้านในได้ไหมค่ะ หนูอยากจะนอน”

 

            ไม่ธรรมดา ผม...ไม่หรอก ใครก็คงคิดอย่างผม ว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดา แต่เธอจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มันไม่เกี่ยวกับผม ผมจึงลุกให้เธอนั่งโดยดี แก้วหน้าม้า(ขออนุญาติเรียกเธออย่างนี้)ยกมือไหว้ขอบคุณผม

 

แต่ป้าที่นั่งข้ามผมคิดไม่เหมือนผม เธอมีท่าทางรังเกียจแก้วหน้าม้าอย่างเห็นได้ชัด และยินดีที่จะยืนเบียดผู้คนแทนที่จะนั่งข้างๆเธอ เมื่อเห็นว่าไม่มีเด็กสตรี และคนชราคนไหนอีกในบริเวณนั้น ผมจึงนั่งแทนที่ป้าที่ลุกไปตะกี้

 

            ผมนั่งหลับตาหวังพักผ่อนอีกครา แต่ด้วยที่ว่าเบาะนั่งไม่ค่อยสะบายนัก และกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่ากลิ่นอะไรจากสาวข้างๆผมทำให้ผมไม่หลับ จึงได้แต่นั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น

 

            สาวแก้วหน้าม้าไม่นั่งหลับอยากที่เธออ้าง เธอดูลุกลี้ลุกลนมองไปนอกหน้าต่างบาง หันมาทางผมบ้าง จากนั้นก็เปิดกระเป๋าสีน้ำเงินของเธอ หยิบโน้นหยิบนี้เข้าๆออกๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน กระทั้งเมื่อพนักงานเก็บเงินมา ผมจึงเหลือบมองดูย่ามกลิ่นตุ่ยๆนั้น

 

 

            ภายในนั้นมีแบงค์ยี่สิบเรียงอยู่เป็นปึกๆ ประเมินมูลค่าได้กว่าสองพัน หรือไม่ต่ำกว่านั้น

 

            ผมห่ายง่วงทันที สมองเริ่มทำงานเหมือนเวลาอ่านนิยายสืบสวนฯ สงสัยว่าเธอคนนี้เป็นใครกันแน่

 

               

            เธอไม่มีกลิ่นดอกมะลิ ฉะนั้นคงไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัย ไม่มีเสียงเหรียญกระทบกันหนักๆ แสดงว่าไม่ใช่ขอทาน แบงค์ยี่สิบเรียงเรียบร้อย มีแบงค์อื่นๆเล็กน้อยแต่ไม่มาก จึงไม่น่าเป็นขโมย เพราะคงไม่มีขโมยที่ไหนจงใจขโมยแต่แบงค์ยี่สิบ และการที่มันมีเยอะขนาดนั้น บางทีสินค้าที่เธอขายคงมีราคาจำนวนนั้นพอดี มันถึงไม่มีเหรียญเลย และต้องไม่ใช่ของชิ้นใหญ่ และมีจำนวนมากพอที่จะใส่ในยามเก่าของเธอ

 

ไม่ทันอึดใจ ผมก็ได้เห็นสินค้าตัวนั้น..........ยาบ้า ปากกา

 

 

 

ครับ ปากกา สีน้ำเงินลายการ์ตูน แบบเดียวกับที่คุณเห็นเด็กขายที่สยามเพื่อหาทุนการศึกษา แท่งละยี่สิบบาท ด้ามเรียวเล็กและเขียนไม่ค่อยจะติด

 

ของแบบนี้ ขายได้เป็นพันเลยหรือ?

 

 

“พี่จะไปลงไหนค่ะ” สาวแก้วหน้าม้าเอ่ยขึ้น และเพราะด้านซ้ายเธอเป็นหน้าต่าง ฉะนั้นเธอย่อมคุยกับคนด้านขวา ซึ่งก็คือผม

 

“สยามครับ” ผมตอบกลับไปปรกติ แปลกเหมือนกันที่ผมตอบไป ผมคงจะสนใจเธอแล้ว

 

แล้วแก้วหน้าม้าก็เริ่มชวนผมคุย โดยการตั้งคำถามถึงผม เช่นว่าเรียนที่ไหน ทำอะไร อายุเท่าไร ระหว่างนั้นเธอก็เล่าเรื่องของเธอให้ผมฟังเช่นกัน บางทีผมก็จะถามเธอไปเหมือนกัน ไม่ใช่โดยมารยาท แต่เพราะสงสัยจริงๆ

 

แก้วหน้าม้า(เธอไม่ได้บอกชื่อตัวเอง ผมก็ลืมถาม) อายุยี่สิบปี เป็นสาวขายปากกาตั้งแต่สิบสี่ เริ่มอาชีพนี้โดยมีแม่เป็นผู้ชักนำเข้าวงการ มีน้องชายทำอาชีพนี้เหมือนกัน(แต่มีพี่หรือเปล่าผมไม่รู้) โดยเริ่มแรกเธอจะขายที่มหาลัยฯตามที่ต่างๆที่แม่เธอพาไป บางครั้งก็เป็นสยาม บางครั้งก็จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหาลัยผมเธอก็เคยไป แต่ผมไม่เคยเห็นเธอ บางทีก็ไปไกลถึงเกษตร ผมถามเธอว่าทำไมต้องไปไกลๆ เธอบอกว่า บางทีมันขึ้นกับช่วงกิจกรรมหรือช่วงสอบ คือบางมหาลัยจะหยุดก็ไม่ไป อีกมหาลัยมีงาน ก็จะไปขายที่โน้นเพราะขายดี และบางทีก็เป็นเรื่องของเจ้าถิ่น อย่างเช่นสยามนี้ เธอไม่ได้ไปบ่อย เพราะมีคนในพื้นที่อยู่แล้ว และยามก็เข้มงวด

 

 

“พี่หล่อจัง” เธอชมผมเป็นระยะตลอดบทสนธนา ผมยิ้มรับ คิดว่าเธอคงจะพูดชมแบบนี้กับทุกคนแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเอ็ดดี้ แต่ผมก็ยังดีใจ(เพราะไม่มีใครชม)

 

เธอเล่าว่าปรกติไม่มีใครที่กล้าคุยกับเธอและเธอก็เข้าใจว่าทำไม ระหว่างที่คุย ป้าคนที่ลุกไปก็ยังเหลือบมองผมและเธออย่างเหยียดๆ ยังบอกอีกว่าผมใจดีที่ยอมคุยกับเธอ ผมยิ้มให้เธอ เธอคงไม่รู้ว่าผมเองก็เป็นประเภทประหลาดคนเหมือนกัน

 

สาวน้อยข้างๆผมคนนี้ “ไม่ธรรมดา” ถ้าเป็นในโฆษณาหรือนิยายรัก คงใช้คำว่า “ลึกลับ น่าค้นหา” ได้ มันทำให้ผมคุยกับเธอได้ไม่เบื่อ เหมือนหนังสือหน้าปกไม่คุ้นตาที่เนื้อหาและการลำดับเรื่องไม่เป็นตามมาตราฐาน ไม่ใช่นิยายตลาดดาดๆที่ขายกันแบบบุฟเฟ่ ถุงละ 299 ที่เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ สามสิบนาทีบนรถในตอนนั้นอารมณ์เหมือนตอนอ่านนิยายของ ปราบดา หยุ่น เลยทีเดียว

 

 

รถเมล์ค่อนข้างติด และเธอยังมีเรื่องที่อยากจะเล่าต่อ และผมก็อยากจะฟัง

 

เธอบอกว่ากำลังกลับบ้าน ต้องรีบกลับ เพื่อเอาเงินไปให้ยาย

 

บ้านของเธอเป็นชุมชนแน่นๆ ชื่อเรียกว่า ซอยจับดีกรี มันเป็นการพนันแบบหนึ่ง ผมก็ไม่รู้วิธีเล่นเหมือนกัน แต่คลายๆการออกหวยกันเอง วันหนึ่งมีหลายรอบ เรียกเป็นกล่อง จะคล้ายหวยปิงปองหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เล่นกันทั้งซอย จนเรียกว่าซอยจับดีกรี เธอว่ายายเธอติดเล่นจับดีกรี เล่นหลายรอบมาก ส่วนแม่เธอไม่เล่นหวย เพราะเงินหมดไปกับบ่อนไพ่มากกว่า

 

                ก็เงินขายปากกานี้ล่ะ

 

            ผมถามเธอว่า แล้วเธอเล่นหรือเปล่า เธอปฏิเสธและบอกว่า เห็นคนในซอยเล่นกันมาก หมดเนื้อหมดตัว เลยไม่คิดจะแตะต้อง

 

            ผมนึกขำในใจ ด้วยว่าความคิดของคนไม่ธรรมดาอย่างเธอ ยังรู้ว่าอะไรดีไม่ดี แล้วทำไมคนธรรมดาสติดีๆถึงไม่รู้กัน

 

 

            รถสาย 542 ข้ามสะพานหัวช้าง ก็พอดีว่าไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมนึกเสียดายที่มันไม่เป็นสีแดง

            ไม่บ่อยที่ผมจะนั่งรถเมล์ด้วยความสนุกขนาดนี้

 

 

            ทุกวันที่นั่งรถไปกลับ เราเจอคนแปลกหน้าวันละเป็นพันๆ ทุกเช้า ทุกเย็น ทุกคนที่อยู่ข้างเรา ล้วนเป็นคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกัน และไม่อยากที่จะรู้จักกัน เราแค่บังเอิญมีเวลาร่วมกันช่วงหนึ่งเท่านั้น และจะจากกันเมื่อรถจอดถึงที่หมาย และอาจไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิต

            จะมีซักที่ครั้งไหม ที่เราจะได้คุยกัน

                .

                .

                .

                เช้าวันต่อมา ผมนั่งรถเมล์ไปเรียนเช่นทุกครั้ง และนั่งลงตรงเบาะคู่

            รถจอดลงรับคนแปลกหน้า มานั่งลงข้างๆ

            ผมมองหน้าเขาแวปหนึ่ง เขาก็มองผม แต่เราไม่ได้คุยกัน

 

            ซักพัก ผมก็รู้สึก...เหงา

 

 

 

ปล. ถ้าต่อไปจะรีวิวนิยายที่ไม่ใช้เรื่องสืบสวน คงไม่เป็นไรมั้ง

edit @ 21 Sep 2008 22:02:12 by PeterBen