Article

เอส. เอส แวน ไดน์ (S. S. Van Dine) เป็นนักเขียนนิยายแนวรหัสคดีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา แต่หาคนไทยที่เคยอ่านงานของเขาได้น้อยมาก ถึงงั้นก็เถอะ หากคุณเป็นแฟนการ์ตูนของนักสืบโคนัน คงเคยได้ยินชื่อเขามาบ้างในฐานะของ ผู้ที่ตั้งบัญญัติ 20 ประการของนิยายนักสืบ อันมีชื่อเสียง และกลายเป็นมาตรฐานให้กับงานเขียนนิยายนักสืบมาเสมอๆ

                                                         

สำหรับบัญญัติ 20 ประการนี้มันมีอะไรบ้าง ช่างมันเถอะ เพราะว่ากันว่า คุณป้าอกาธา คริสตี้ แหกมาหมดทุกข้อแล้ว แต่ที่ผมอยากจะยกมาพูดคุยกันคือข้อ 3 ซึ่งเป็นข้อที่นักเขียนนิยมแหกกันมากที่สุดนั้นคือ บทบัญญัติที่ว่าด้วยการห้ามไม่ให้มี “ความรัก” ในนิยายนักสืบ

 

       สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนคงจะสงสัยกันว่า ลุงแวน ไดน์ คิดจะตัดตอนเหล่านักสืบมิให้มีทายาทไว้สืบลูกสืบหลานกันหรืออย่างไร หรือเพราะลุงแกจะไม่มีแฟน ขาดเสน่ห์ จึงอิจฉาเหล่านักสืบขี้เก๊กซึ่งเป็นที่ถูกใจสาวๆก็ไม่ทราบได้ จึงคิดบัญญัติอะไรประหลาดๆแบบนี้ขึ้นมา

 

งานนี้ลุงแกมีเหตุผลให้น่าสนใจครับ เพราะว่านิยายนักสืบ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็น Puzzle Novel เพื่อให้ผู้อ่านได้แข่งกันขบคิดกับนักสืบในเรื่องเพื่อหาตัวคนร้ายให้ได้ เหมือนที่เราๆท่านๆนั่งเล่นอักษรไขว้หรือซุโดะคุนั้นล่ะ ทีนี้ เพื่อให้ผู้อ่านมุ่งประเด็นไปที่การไขปริศนาหาตัวคนร้าย การจะใส่เรื่องรักๆใคร่ๆในนิยายนักสืบ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะเป็นการเบี่ยงประเด็นและสมาธิผู้อ่านที่ไม่ควรทำ และหากผู้อ่านอยากซาบซึ้งกับบทรักของคู่พระ-คู่นาง ก็ควรจะไปหานิยายรักโรมานส์มาอ่านตั้งแต่แรกแล้ว

 

มันก็เหมือนว่าเราเล่นเกม ซุโดะคุแล้วพบว่าเลข 1 กำลังพลอดรักกับเลข 4 อยู่ นั่นล่ะที่ไม่ควรเป็น

 

       หากลุงแวน ไดน์ ยังเวียนวายอยู่ถึงปัจุบัน คงได้คลั่งตาย(อีกรอบ) หากรู้เข้าว่านักสืบดังๆสมัยนี้ล้วนมีแฟนกันทั้งนั้น

                ก็เอาตั้งแต่การ์ตูนที่เป็นที่รู้จักกันมากอย่าง คินดะอิจิ ฮาจิเมะ ที่ไม่ว่าจะไปสืบคดีที่ไหน เป็นต้องหิ้วเพื่อนสาวอกโตนามมิยูกิไปด้วยทุกครั้ง หรืออย่างพ่อนักสืบจิ๋วโคนันที่เมื่อยามว่างจากคดีเป็นต้องส่งข้อความไปให้ รัน สาวนักคาราเต้เสมอ(แต่ได้ข่าวว่าเรตติ้งแพ้ ไฮบาระ หลุดลุ่ย) ไหนจะนิยายอย่าง มิเกะเนโกะ โฮมส์ ที่ถึงจะไม่มีนางเอกขาประจำ แต่ไม่ว่าจะออกมากี่เล่ม เป็นต้องมีสาวสวยมาปรากฏต่อหน้าพ่อหนุ่มขี้กลัวอย่าง คาตายามะ ให้หัวใจได้วาบหวิวเสียทุกครั้ง หรือกระทั่งนิยายสืบสวนชวนเสียว(สันหลัง)อย่าง GOTH ที่ความรู้สึกของทั้ง “ผม” และ โมริโนะ ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่แฟน แต่ก็ฟันธงไม่ได้ว่าไม่ได้รักกัน รวมทั้ง …เอาเป็นว่าเพียบเกินกว่าจะเขียนหมดละกัน

 

           *สองหนุ่มนักสืบ ที่ทำให้ลุงแวน ไดท์ต้องปวดหัวทั้งที่นอนอยู่ในโลง *

 

ถาม ทำไมกฎ จึงถูกละเมิด?

               

ตอบ เพราะความรัก ย่อยง่ายกว่าการฆ่ากัน

 

ประเด็นหนี่งก็คือ ในยุคสมัยนี้นิยายนักสืบเปลี่ยนฉากไปมากจากลุงๆเคยได้คาดคิดไว้ จากนิยายปริศนาประลองปัญญาระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน ซึ่งเริ่มซ้ำซาก เปลี่ยนรูปร่างเป็นนิยายเน้นหนักด้านเหตุผลและอารมณ์ จากที่ต้องปวดหมองขบคิดว่า How done it! ก็กลับมาเป็น Who done it หรือ Why done it ปริศนาฆาตกรรมแห้งของศพไร้ชีวิตก็เริ่มมีเนื้อมีหนัง ปรุงรสใส่สีตามยุคสมัยเพื่อให้เกิดแนวทางที่แตกต่างตามความนิยมและรสนิยมผู้เขียน

อีกประเด็นนั้นผมมองว่า การใส่บทรักหรือเรื่องราวกุ๊กกิ๊กของตัวนักสืบ ทำให้นักสืบดูเป็น “คน” มากขึ้น ด้วยเหตุว่านักสืบในนิยายส่วนมากมักเก่งกาจและฉลาดเฉลียวจนบางครั้ง แค่หลักฐานเท่าอุจาระมด พี่แกก็สืบได้แล้วว่าใครทำ ซึ่งบางครั้งความเก่งเข้าขั้นเทพก็ทำให้คนอ่านเข้าไม่ถึงตัว สัมผัสไม่ได้เพราะคนแบบนี้แทบหาไม่ได้จริงในชีวิต การเสริมเรื่องราวความรักของนักสืบเลยทำให้นักสืบดูจับต้องได้มากกว่าเดิม นั้นเพราะความรักเป็นสิ่งที่ใครๆก็มี หรือจะเพิ่มการสร้างปมขัดแย้งหรือสถานะการณ์ตึงเครียดกับนักสืบสร้างสีสันให้กับการสืบสวนก็ทำได้สบายๆ

 

เวลาพูดถึงนิยายลึกลับที่เน้นหนักด้านความรัก ผมก็มักจะนึกถึงนิยายเรื่องหนึ่งของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่ชื่อว่า “รัก ลวง ตาย” ของ Nation Horror ซึ่งเป็นเล่มที่ผมคิดว่าสนุกที่สุดของเขาเลยทีเดียว ในเรื่องกล่าวถึง อิชิงามิ อัจฉริยะนักคณิตศาสตร์ผู้ตกอับและ “แปลก” ในสายตาคนทั่วไป ที่หลงรักสาวหม้ายลูกติดจนต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม

รัก ลวง ตาย เป็นนิยายฆาตกรรมที่ไม่ลึกลับซับซ้อนกว่าเรื่องอื่น หรือแปลกใหม่จนจับทางไม่ถูก และหากแยกเอาประเด็นเนื้อหาและเหตุแห่งการกระทำของตัวละครแล้ว มันก็คือนิยายนักสืบยุคแรกๆที่มีตัวละครอัจฉริยะสองคนที่อีกคนทำหน้าที่สืบ และอีกคนทำหน้าที่คนร้าย กับสถานการณ์ฆาตกรรมที่ไม่น่าเชื่อ การสืบเรื่องราวด้วยตรรกะวิธี จนนำไปสู่บทสรุปตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ได้หวือหวากว่านิยายเล่มไหนๆเลย ซ้ำยังออกจะธรรมดาไปด้วย

ถึงอย่างนั้น นิยายเรื่องนี้กลับสนุกจนวางไม่ลง

อิชิงามิ เป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวอย่างฉลาดและเฉียบคม ด้วยแรงผลักดันคือความรักที่เขามีต่อหญิงหม้าย สิ่งที่เขาลงมือกระทำเพื่อรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ทั่วไปอย่างการมอบดอกไม้ เดินจูงมือ หรือการสวมกอด แต่เป็นการช่วยเหลือซึ่งไม่หวังแม้น้ำใจตอบแทน ซึ่งชวนให้ทั้งรู้สึกอบอุ่นและอึดอัดได้ในเวลาเดียวกัน

รัก ลวง ตาย เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความรักไม่ใช่สิ่งเกินจำเป็นในนิยายสืบสวนฯ หากผู้เขียนรู้วิธีใส่มันลงไป หากวางโครงไว้แข็งแรง เสริมแต่งพล๊อตให้น่าสนใจ จัดวางไว้ถูกตำแหน่งก็เป็นส่วนเสริมให้เรื่องราวมีเนื้อมีหนังได้

 

กระนั้นแล้ว ก็ใช่ว่าทุกเรื่องจะจัดวางไว้มันได้อย่างถูกต้อง

 

นิยายเรื่อง ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ ของสำนักพิมพ์ Bliss กลายเป็นนิยายติดอันดับนิยายนักสืบเขย่าขวัญของสาวๆหลายๆคนในเวลาไม่นาน (วัดจากจำนวนบล๊อกที่มีรีวิวนิยายเล่มนี้) แต่ผมกลับไม่ชอบมันเอาเสียเลย ทำไมน่ะหรือ เพราะนี้มันไม่ใช่นิยายนักสืบอย่างที่ชื่อของมันเขียนไว้น่ะซิ

ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ กล่าวถึง ชายผู้มีนัยตาสีแดงซึ่งสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับได้ ซึ่งเขาเองก็ไม่ชอบมันเท่าไรนักเพราะปัญหาสารพัดตั้งแต่แรกเกิด จนเมื่อ ฮารุกะ สาวมั่นเขามาในชีวิตเขาพร้อมปัญหาที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ต่างๆนาๆ

หากมองในฐานนะนิยาย ยาคุโมะเป็นนิยายที่สนุกใช้ได้ บทหลอนขวัญสั่นติ่งก็ทำได้หนาวสันหลังไม่เลว แต่ที่ดึงดูดให้ติดตามที่สุดไม่ใช่บทของความลึกลับอย่างที่ควรเป็น แต่กลับเป็นฉากพ่อแง่แม่งอนของคู่หนุ่มสาว ที่ฝ่ายชายเป็นพวกปากจัดจิกกัดไม่เลือก ฝ่ายหญิงก็เป็นสาว “ซึนเดระ” หรือแปลไทยว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก ค่อยวนเวียนตัดสลับกับฉากหลอกหลอนให้ได้ชมเป็นระยะๆ ส่วนเรื่องปริศนาลึกลับกลับอ่อนด้อยโดยสิ้นเชิง เรียกว่าแค่อ่านบทนำก็แทบจะคลำไปหาจุดจบได้ง่ายๆ

นี้เป็นตัวอย่างนิยายสืบสวนที่เมื่อ “ความรัก” ถูกแสดงออกมากกว่า “ความลับ” ทำให้จุดประสงค์ของเรื่องราวถูกเบี่ยงออกนอกกรอบจนเกินไป นิยายประเภทนี้น่าจะจัดเป็นนิยายรักที่ใช้พล๊อตของการสืบสวนฯในการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า เหมือนเช่นที่ แฮรี่พ๊อตเตอร์ ก็เป็นนิยายแฟนตาซีที่เอาการสืบสวนฯ มาใช้ได้อย่างน่าดูชม

 

                การแต่งเสริมเติมรักให้นิยายสืบสวน ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ทำให้นิยายเป็นนิยายมากขึ้น เคยมีคำกล่าวว่า ความรักเป็นแรงผลักดัน ความรักในนิยายก็คงเหมือนแรงขับดันของตัวละครให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้คนอ่านอย่างๆเราๆรู้สึกสดชื่นเมื่อได้อ่าน เหมือนฉากพักสายตาและสติที่ตึงเครียดจากเหตุการณ์ลึกลับที่ชวนสับสน ความรักในฉากฆาตกรรมคงไม่ต่างอะไรกับการจัดดอกไม้งานศพ แม้งานศพควรเป็นพิธีการเคร่งขรึม แต่ใช่ว่าบรรยากาศทั้งงานจะต้องเศร้าหมอง การเพิ่มดอกไม้หรือของประดับตกแต่งไว้บ้างกลับช่วยไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป กลับกัน จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายแก่เจ้าภาพหรือผู้ร่วมงานเสียด้วยซ้ำ แต่ดอกที่ใช้ประดับก็คงไม่ใช่ว่าจะเอาดอกใหญ่ๆสีสดๆเหมือนที่ประดับบนหัว ลาล่า โปงลางสะออน ถ้าอย่างนั้นงานศพจะได้กลายเป็นคอนเสริต์เสียงอีสานเป็นแน่

 

                สุดท้ายที่อยากจะบอกไว้ก็คือ กว่า 60% ของนิยายสืบสวนฯ ฆาตกรทำเพราะความรักทั้งนั้น

 

                แบบนี้แล้ว ความรักจะแยกจากนิยายสืบสวนฯได้ยังไง

 

ปล. จะพยายามอัพเดตทุกสัปดาห์ จากนี้ไป

edit @ 15 Jul 2008 18:59:50 by PeterBen