เอส. เอส แวน ไดน์ (S. S. Van Dine) เป็นนักเขียนนิยายแนวรหัสคดีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา แต่หาคนไทยที่เคยอ่านงานของเขาได้น้อยมาก ถึงงั้นก็เถอะ หากคุณเป็นแฟนการ์ตูนของนักสืบโคนัน คงเคยได้ยินชื่อเขามาบ้างในฐานะของ ผู้ที่ตั้งบัญญัติ 20 ประการของนิยายนักสืบ อันมีชื่อเสียง และกลายเป็นมาตรฐานให้กับงานเขียนนิยายนักสืบมาเสมอๆ

                                                         

สำหรับบัญญัติ 20 ประการนี้มันมีอะไรบ้าง ช่างมันเถอะ เพราะว่ากันว่า คุณป้าอกาธา คริสตี้ แหกมาหมดทุกข้อแล้ว แต่ที่ผมอยากจะยกมาพูดคุยกันคือข้อ 3 ซึ่งเป็นข้อที่นักเขียนนิยมแหกกันมากที่สุดนั้นคือ บทบัญญัติที่ว่าด้วยการห้ามไม่ให้มี “ความรัก” ในนิยายนักสืบ

 

       สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนคงจะสงสัยกันว่า ลุงแวน ไดน์ คิดจะตัดตอนเหล่านักสืบมิให้มีทายาทไว้สืบลูกสืบหลานกันหรืออย่างไร หรือเพราะลุงแกจะไม่มีแฟน ขาดเสน่ห์ จึงอิจฉาเหล่านักสืบขี้เก๊กซึ่งเป็นที่ถูกใจสาวๆก็ไม่ทราบได้ จึงคิดบัญญัติอะไรประหลาดๆแบบนี้ขึ้นมา

 

งานนี้ลุงแกมีเหตุผลให้น่าสนใจครับ เพราะว่านิยายนักสืบ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็น Puzzle Novel เพื่อให้ผู้อ่านได้แข่งกันขบคิดกับนักสืบในเรื่องเพื่อหาตัวคนร้ายให้ได้ เหมือนที่เราๆท่านๆนั่งเล่นอักษรไขว้หรือซุโดะคุนั้นล่ะ ทีนี้ เพื่อให้ผู้อ่านมุ่งประเด็นไปที่การไขปริศนาหาตัวคนร้าย การจะใส่เรื่องรักๆใคร่ๆในนิยายนักสืบ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะเป็นการเบี่ยงประเด็นและสมาธิผู้อ่านที่ไม่ควรทำ และหากผู้อ่านอยากซาบซึ้งกับบทรักของคู่พระ-คู่นาง ก็ควรจะไปหานิยายรักโรมานส์มาอ่านตั้งแต่แรกแล้ว

 

มันก็เหมือนว่าเราเล่นเกม ซุโดะคุแล้วพบว่าเลข 1 กำลังพลอดรักกับเลข 4 อยู่ นั่นล่ะที่ไม่ควรเป็น

 

       หากลุงแวน ไดน์ ยังเวียนวายอยู่ถึงปัจุบัน คงได้คลั่งตาย(อีกรอบ) หากรู้เข้าว่านักสืบดังๆสมัยนี้ล้วนมีแฟนกันทั้งนั้น

                ก็เอาตั้งแต่การ์ตูนที่เป็นที่รู้จักกันมากอย่าง คินดะอิจิ ฮาจิเมะ ที่ไม่ว่าจะไปสืบคดีที่ไหน เป็นต้องหิ้วเพื่อนสาวอกโตนามมิยูกิไปด้วยทุกครั้ง หรืออย่างพ่อนักสืบจิ๋วโคนันที่เมื่อยามว่างจากคดีเป็นต้องส่งข้อความไปให้ รัน สาวนักคาราเต้เสมอ(แต่ได้ข่าวว่าเรตติ้งแพ้ ไฮบาระ หลุดลุ่ย) ไหนจะนิยายอย่าง มิเกะเนโกะ โฮมส์ ที่ถึงจะไม่มีนางเอกขาประจำ แต่ไม่ว่าจะออกมากี่เล่ม เป็นต้องมีสาวสวยมาปรากฏต่อหน้าพ่อหนุ่มขี้กลัวอย่าง คาตายามะ ให้หัวใจได้วาบหวิวเสียทุกครั้ง หรือกระทั่งนิยายสืบสวนชวนเสียว(สันหลัง)อย่าง GOTH ที่ความรู้สึกของทั้ง “ผม” และ โมริโนะ ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่แฟน แต่ก็ฟันธงไม่ได้ว่าไม่ได้รักกัน รวมทั้ง …เอาเป็นว่าเพียบเกินกว่าจะเขียนหมดละกัน

 

           *สองหนุ่มนักสืบ ที่ทำให้ลุงแวน ไดท์ต้องปวดหัวทั้งที่นอนอยู่ในโลง *

 

ถาม ทำไมกฎ จึงถูกละเมิด?

               

ตอบ เพราะความรัก ย่อยง่ายกว่าการฆ่ากัน

 

ประเด็นหนี่งก็คือ ในยุคสมัยนี้นิยายนักสืบเปลี่ยนฉากไปมากจากลุงๆเคยได้คาดคิดไว้ จากนิยายปริศนาประลองปัญญาระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน ซึ่งเริ่มซ้ำซาก เปลี่ยนรูปร่างเป็นนิยายเน้นหนักด้านเหตุผลและอารมณ์ จากที่ต้องปวดหมองขบคิดว่า How done it! ก็กลับมาเป็น Who done it หรือ Why done it ปริศนาฆาตกรรมแห้งของศพไร้ชีวิตก็เริ่มมีเนื้อมีหนัง ปรุงรสใส่สีตามยุคสมัยเพื่อให้เกิดแนวทางที่แตกต่างตามความนิยมและรสนิยมผู้เขียน

อีกประเด็นนั้นผมมองว่า การใส่บทรักหรือเรื่องราวกุ๊กกิ๊กของตัวนักสืบ ทำให้นักสืบดูเป็น “คน” มากขึ้น ด้วยเหตุว่านักสืบในนิยายส่วนมากมักเก่งกาจและฉลาดเฉลียวจนบางครั้ง แค่หลักฐานเท่าอุจาระมด พี่แกก็สืบได้แล้วว่าใครทำ ซึ่งบางครั้งความเก่งเข้าขั้นเทพก็ทำให้คนอ่านเข้าไม่ถึงตัว สัมผัสไม่ได้เพราะคนแบบนี้แทบหาไม่ได้จริงในชีวิต การเสริมเรื่องราวความรักของนักสืบเลยทำให้นักสืบดูจับต้องได้มากกว่าเดิม นั้นเพราะความรักเป็นสิ่งที่ใครๆก็มี หรือจะเพิ่มการสร้างปมขัดแย้งหรือสถานะการณ์ตึงเครียดกับนักสืบสร้างสีสันให้กับการสืบสวนก็ทำได้สบายๆ

 

เวลาพูดถึงนิยายลึกลับที่เน้นหนักด้านความรัก ผมก็มักจะนึกถึงนิยายเรื่องหนึ่งของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่ชื่อว่า “รัก ลวง ตาย” ของ Nation Horror ซึ่งเป็นเล่มที่ผมคิดว่าสนุกที่สุดของเขาเลยทีเดียว ในเรื่องกล่าวถึง อิชิงามิ อัจฉริยะนักคณิตศาสตร์ผู้ตกอับและ “แปลก” ในสายตาคนทั่วไป ที่หลงรักสาวหม้ายลูกติดจนต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม

รัก ลวง ตาย เป็นนิยายฆาตกรรมที่ไม่ลึกลับซับซ้อนกว่าเรื่องอื่น หรือแปลกใหม่จนจับทางไม่ถูก และหากแยกเอาประเด็นเนื้อหาและเหตุแห่งการกระทำของตัวละครแล้ว มันก็คือนิยายนักสืบยุคแรกๆที่มีตัวละครอัจฉริยะสองคนที่อีกคนทำหน้าที่สืบ และอีกคนทำหน้าที่คนร้าย กับสถานการณ์ฆาตกรรมที่ไม่น่าเชื่อ การสืบเรื่องราวด้วยตรรกะวิธี จนนำไปสู่บทสรุปตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ได้หวือหวากว่านิยายเล่มไหนๆเลย ซ้ำยังออกจะธรรมดาไปด้วย

ถึงอย่างนั้น นิยายเรื่องนี้กลับสนุกจนวางไม่ลง

อิชิงามิ เป็นตัวละครที่เคลื่อนไหวอย่างฉลาดและเฉียบคม ด้วยแรงผลักดันคือความรักที่เขามีต่อหญิงหม้าย สิ่งที่เขาลงมือกระทำเพื่อรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ทั่วไปอย่างการมอบดอกไม้ เดินจูงมือ หรือการสวมกอด แต่เป็นการช่วยเหลือซึ่งไม่หวังแม้น้ำใจตอบแทน ซึ่งชวนให้ทั้งรู้สึกอบอุ่นและอึดอัดได้ในเวลาเดียวกัน

รัก ลวง ตาย เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความรักไม่ใช่สิ่งเกินจำเป็นในนิยายสืบสวนฯ หากผู้เขียนรู้วิธีใส่มันลงไป หากวางโครงไว้แข็งแรง เสริมแต่งพล๊อตให้น่าสนใจ จัดวางไว้ถูกตำแหน่งก็เป็นส่วนเสริมให้เรื่องราวมีเนื้อมีหนังได้

 

กระนั้นแล้ว ก็ใช่ว่าทุกเรื่องจะจัดวางไว้มันได้อย่างถูกต้อง

 

นิยายเรื่อง ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ ของสำนักพิมพ์ Bliss กลายเป็นนิยายติดอันดับนิยายนักสืบเขย่าขวัญของสาวๆหลายๆคนในเวลาไม่นาน (วัดจากจำนวนบล๊อกที่มีรีวิวนิยายเล่มนี้) แต่ผมกลับไม่ชอบมันเอาเสียเลย ทำไมน่ะหรือ เพราะนี้มันไม่ใช่นิยายนักสืบอย่างที่ชื่อของมันเขียนไว้น่ะซิ

ยาคุโมะ นักสืบวิญญาณ กล่าวถึง ชายผู้มีนัยตาสีแดงซึ่งสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับได้ ซึ่งเขาเองก็ไม่ชอบมันเท่าไรนักเพราะปัญหาสารพัดตั้งแต่แรกเกิด จนเมื่อ ฮารุกะ สาวมั่นเขามาในชีวิตเขาพร้อมปัญหาที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ต่างๆนาๆ

หากมองในฐานนะนิยาย ยาคุโมะเป็นนิยายที่สนุกใช้ได้ บทหลอนขวัญสั่นติ่งก็ทำได้หนาวสันหลังไม่เลว แต่ที่ดึงดูดให้ติดตามที่สุดไม่ใช่บทของความลึกลับอย่างที่ควรเป็น แต่กลับเป็นฉากพ่อแง่แม่งอนของคู่หนุ่มสาว ที่ฝ่ายชายเป็นพวกปากจัดจิกกัดไม่เลือก ฝ่ายหญิงก็เป็นสาว “ซึนเดระ” หรือแปลไทยว่า รักนะแต่ไม่แสดงออก ค่อยวนเวียนตัดสลับกับฉากหลอกหลอนให้ได้ชมเป็นระยะๆ ส่วนเรื่องปริศนาลึกลับกลับอ่อนด้อยโดยสิ้นเชิง เรียกว่าแค่อ่านบทนำก็แทบจะคลำไปหาจุดจบได้ง่ายๆ

นี้เป็นตัวอย่างนิยายสืบสวนที่เมื่อ “ความรัก” ถูกแสดงออกมากกว่า “ความลับ” ทำให้จุดประสงค์ของเรื่องราวถูกเบี่ยงออกนอกกรอบจนเกินไป นิยายประเภทนี้น่าจะจัดเป็นนิยายรักที่ใช้พล๊อตของการสืบสวนฯในการดำเนินเรื่องเสียมากกว่า เหมือนเช่นที่ แฮรี่พ๊อตเตอร์ ก็เป็นนิยายแฟนตาซีที่เอาการสืบสวนฯ มาใช้ได้อย่างน่าดูชม

 

                การแต่งเสริมเติมรักให้นิยายสืบสวน ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ทำให้นิยายเป็นนิยายมากขึ้น เคยมีคำกล่าวว่า ความรักเป็นแรงผลักดัน ความรักในนิยายก็คงเหมือนแรงขับดันของตัวละครให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้คนอ่านอย่างๆเราๆรู้สึกสดชื่นเมื่อได้อ่าน เหมือนฉากพักสายตาและสติที่ตึงเครียดจากเหตุการณ์ลึกลับที่ชวนสับสน ความรักในฉากฆาตกรรมคงไม่ต่างอะไรกับการจัดดอกไม้งานศพ แม้งานศพควรเป็นพิธีการเคร่งขรึม แต่ใช่ว่าบรรยากาศทั้งงานจะต้องเศร้าหมอง การเพิ่มดอกไม้หรือของประดับตกแต่งไว้บ้างกลับช่วยไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป กลับกัน จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายแก่เจ้าภาพหรือผู้ร่วมงานเสียด้วยซ้ำ แต่ดอกที่ใช้ประดับก็คงไม่ใช่ว่าจะเอาดอกใหญ่ๆสีสดๆเหมือนที่ประดับบนหัว ลาล่า โปงลางสะออน ถ้าอย่างนั้นงานศพจะได้กลายเป็นคอนเสริต์เสียงอีสานเป็นแน่

 

                สุดท้ายที่อยากจะบอกไว้ก็คือ กว่า 60% ของนิยายสืบสวนฯ ฆาตกรทำเพราะความรักทั้งนั้น

 

                แบบนี้แล้ว ความรักจะแยกจากนิยายสืบสวนฯได้ยังไง

 

ปล. จะพยายามอัพเดตทุกสัปดาห์ จากนี้ไป

edit @ 15 Jul 2008 18:59:50 by PeterBen

เฮ้อ เรื่องมันเศร้าครับ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่ก่อนจะเล่าเรื่องเคราะห์ ขอเล่าความสนุกต่อให้จบก่อน

 

หลังจากจบครึ่งแรกไปได้ด้วยดี ทุกคนร่วมปรบมือแสดงความยินดีกัน ณ ลานกว้างฝั่งโตคิว และดูท่าทุกคนจะแฮปปี้กันมาก ต่างก็รู้สึกว่ายังคึกคักกันอยู่ กอบกับเป็นเวลาเย็นๆ แดดร่มลมดี ลานพารากอนตอนนี้ไม่ร้อนแล้ว

 

ไปกันต่อไหมต้นโผถาม

 

จะเหลือหรือครับ

 

คราวนี้เราจึงประกาศนัดรวมพลที่ลานกิจกรรมพารากอนเวลา 17.30 น. เพื่อจัดกิจกรรม Bankok Freeze รอบสองต่อกันเลย แต่บังเอิญว่าในคราวนี้ ผู้ให้สัญญาณพิโคโล่ของเราติดภารกิจชีวิต จึงไม่สามารถให้สัญญาณต่อได้ คราวนี้จึงต้องเปลี่ยนครับเป็นคุณ Monophobia และคุณ แตง สองตากล้องภาพนิ่งที่ใครไปงานคอสเพลย์คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี โดยสัญญาณคือ ทั้งสองท่านจะตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมเปิดหมวกเป็นการให้สัญญาณเริ่ม และเมื่อครบห้านาที คุณแตงจะเรียกชื่อคุณMonophobia กลับ แปลกว่าการFreeze ยุติ

 

งานนี้คุณMonophobia ในตอนแรกกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่น่ามีปัญหา แต่พอซักพักเริ่มมีการต่อลงมาเช่น

เปลี่ยนจากถือหมวกค้างเป็นสวมหมวกได้เปล่า

ไม่ตะโกนแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เปล่า

ไม่ต้องเอาชื่อเราได้เปล่า เขิน กลัวดัง

ก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะดังไม่ดัง เพราะคลิปเราลงYoutube เรียบร้อยแล้วนะครับ คุณ....เอ่อ.... เอาน่า เขารู้ละว่าใคร

 

ใกล้เวลานัดหมายเข้ามาทุกที ผู้ร่วมกิจกรรมหลังจากไปดื่มน้ำปัดสาวะ นวดแข้งนวดขากันเรียบร้อยดีแล้ว ก็เริ่มทยอยกันมาเดินวนเวียน ณ ลานน้ำพุพารากอนกันพอสมควร ผมเห็นหนุ่มที่ยืนฟรีสพร้อมไอติมเมื่อรอบที่แล้วกลับมาด้วยไอส์ครีมถ้วยใหม่ ลงทุนดีจริงๆ แต่มองอีกด้านหนึ่ง นี้แกไม่กะคิดมุขใหม่เลยใช่ไหมเนี่ย

 

มารอบนี้เนื่องจากกล้องผมได้เจ๊งสนิทเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ผมจึงมาร่วมใหม่ในฐานะของ ฟรีสเซอร์ เอาละ จะได้รู้กันละว่าการต้องมา แข็ง ต่อหน้าธาระกำนัลมันจะยากซักแค่ไหนเชียว

 

Monophobia มองนาฬิกา มือขวาหยิบหมวก เป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลา เขามองไปรอบๆลานน้ำพุพารากอนเพื่อดูความพร้อมของคนราวๆ ร้อยสี่สิบคน ก่อนจะชูหมวกสีแดงสดพร้อมตะโกนออกไปว่า

ไอ้แตงงงงง เสียงสัญญาณดังขึ้น ทุกคนเริ่มหยุดนิ่ง พร้อมกับหนังสือในมือผมที่หล่นลงพื้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ(ก็หวงนิหว่า) ผมก้มลงหยิบมันขึ้นมาแล้วหยุดค้างไว้อย่างนั้น

 

ผมเลือกท่าก้มลงเก็บหนังสือ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนว่า ท่านี้เวลามองจากด้านหลังแล้วมันเป็นท่า โก้งโค้ง แอ่นตูด ชัดๆ ใจนึกภาวนาว่า ใครอย่างมาถ่ายภาพเบื้องหลังตรูนะเฟ้ย

เวลาผ่านไปราวเกือบนาที ผมเริ่มได้ยินเสียงคนเดินไปมาพูดคุยอย่างสงสัย(รอบที่แล้วมัวแต่เพ่งสมาธิกะกล้องที่มันเสียเลยไม่ได้ดูรอบๆ) แล้วผมก็ค้นพบเรื่องสำคัญอย่างที่สอง คือ ในสภาพที่ผมก้มตัวอยู่นี้ ผมจะไม่เห็นอะไรเลย อ่าวเฮ้ย แล้วคนมาดูกรูเป็นใครบ้าง ใครหยุดในท่าไหนบ้าง ก็ไม่รู้เลยอะดิ เลือกท่านี้ทำไมเนี่ย

 

แล้วแม่เจ้าพระคุณรุนช่องเอ้ย ระหว่างที่ผมยืนอยู่นั้น หางตาผมก็เห็นขาเด็กคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ๆผม พร้อมส่งเสียงร้องว่า

เห้!!!”

พ่อแม่พี่น้องครับ พวกท่านไล่หมายังไง น้องเขาทำกับผมแบบนั้นเลยครับ (ไอ้เด็กสเปรท)

 

แล้ววิบากกรรมอย่างสุดท้ายครับทุกท่าน ทุกท่านจำได้ไหมครับว่าผมเริ่มบทความครึ่งแรกอย่างไร ไม่ต้องกลับไปอ่านครับ ผมเขียนมันไว้ว่า ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการตกหมอนแล้วลองคิดสภาพชายหนุ่มสูง 180cm นอนตกหมอน ที่กำลังยืนโก้งโค้งเก็บของแบบไม่ย่อขาดูซิครับ

เลิกฟรีสได้แล้วเฟ้ยยย กระดูกต้นคอผมร้องลั่นเมื่อนาฬิกาผ่านไปได้ไม่ถึงสองนาที

เวลานี้ผมรู้ซึ้งแล้วครับว่า ทำไมอาจารย์วิชา ส.ล.น. ถึงสอนให้เราย่อตัวเวลาเก็บของที่ตกอยู่ น้องๆหนูๆจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

แต่ก็ช่างเถอะ ปวดก็ต้องทน สปีริทลูกผู้ชาย

 

แล้วเวลาห้านาทีก็ผ่านไปพร้อมขุมนรกที่กระดูกคอด้านซ้าย ได้เวลารวมตัวครั้งสุดท้ายก่อนพูดคุยเล็กๆน้อยๆ และแยกย้ายกลับบ้าน

 

อยากบอกว่างานนี้สนุกมากครับ ตอนที่ได้เห็นจำนวนคนที่มาซึ่งมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมากๆ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเราจะสามารถรวมคนที่แทบไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ให้มารวมตัวกันได้มากถึงขนาดนี้ งานนี้คงต้องยกความดีความชอบให้การประชาสัมพันธ์ของ คุณเป้ คุณเจไดเนโกะ(คนๆนั้นนั่นล่ะ)โปจิ และอีกหลายๆคนที่ช่วยกันบอกแบบปากต่อปากจนมันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้เช่นนี้ แล้วต้องขอกล่าวขอบคุณผู้บันทึกภาพนิ่งทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการช่วยกันบันทึกภาพตามที่ระบุไว้ ซึ่งที่จริงแล้วจะเรียกว่าผมไปเจ้ากี้เจ้าการ ก็คงจะไม่ผิดนัก จึงขอแสดงความเกรงใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

อ่อ อีกสิ่งที่ยังไม่ได้เล่า เรื่องที่ว่าโดนขโมย ใช่ครับผมโดนขโมย ในงานนั้นเลยครับ เอาไปหมดไม่เหลือจริงๆ คนขโมยผมไม่ทราบครับว่าชื่ออะไร เบอร์ติดต่อก็ไม่รู้จัก แต่ผมเคยถ่ายรูปเธอเอาไว้ในงานคอสคราวก่อน นี้คือภาพของเธอครับ

 ขอเบลอภาพเพราะไม่ได้ขออนุญาติไว้

เธอขโมยใจของผมไปครับ ตอนแรกผมไม่รู้จริงๆว่าเธอมาฟรีสด้วย จึงไม่ได้ระมัดระวังตัว หลังจากคราวก่อนได้มาขโมยใจผมไป เล่นเอาผมกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวันกว่าจะตั้งตัวติด มาคราวนี้ก็อีกครั้ง จึงอยากแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ใครคนไหนพบเห็นเธอ โปรดบอกด้วยว่าให้เอาใจผมมาคืนด่วน ทางนี้เตรียมเบอร์โทรไว้สำหรับเป็นค่าไถ่เรียบร้อยแล้ว ^ ^

edit @ 22 Apr 2008 11:21:38 by PeterBen

วันนี้ตื่นเช้าขึ้นมาตอนสายๆ พร้อมอาการตกหมอนและปวดต้นคอ อย่างไรเสียก็ต้องเรียกว่าตื่นเช้ากว่าปรกติแล้วเพราะวันนี้เตรียมตัวจะมางาน  แข็งเฉพาะกิจ เต็มที่ หลังจัดการมื้อเช้าแล้ว ก็หยิบกล้องมาตรวจความพร้อม ชาร์ตแบตให้เรียบร้อย กะว่าวันนี้ต้องได้อะไรหนุกๆมาเก็บไว้เป็นแน่

 

จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้เป็นทีมตั้งต้นอะไรกะเขาหรอก ก็ไปแจมๆเอาหนุกๆ แต่พอดีว่ารู้จักกะโปจิมาก่อนด้วย แล้วตอนอยู่มหาลัยก็ค่อนข้างบ้ากิจกรรรม เลยขออาสาช่วยเรื่องกล้องอีกคน

 

ช่วงเกือบๆบ่ายสองโมง เดินทางมาถึงMBK เรียบร้อย แต่ยังไม่เห็นใครเลยไปกินข้าวก่อน มาถึงที่นัดหมายอีกทีบ่ายสองเศษ ก็เจอคนเปเป้กะ....ใครหว่า...ช่างเหอะ คนนั้นล่ะ รออยู่ ส่วนโปจิลงรถไฟฟ้าพอดี

 

มองดูลาดราวรอบๆทางเชื่อม มีคนยืนบ้างเดินบ้าง จริงๆมองตาก็รู้ล่ะว่าคงมางาน แข็ง กัน แต่ต่างคนต่างก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมา แข็ง กะเราหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ โปจิบอกให้ลองเขาไปถามเลยว่า พี่/น้อง ครับ นี้มาแข็งกันใช่ไหมครับก็น่าเกลียดไปนิด แต่เอาเถอะ ถ้าพวกเราไม่เริ่มเรียก แล้วใครมันจะรู้ ก็เอาละ เห็นพี่กลุ่มหนึ่งพกกล้องมาเต็มพิกัด ขาตั้งกล้องพร้อม ก็ชัวร์ละ มางานนี้แน่เลยเข้าไปสอบถามก่อน

 

พอเริ่มหนึ่งคน มันก็เหมือนเป็นสัญญาณเรียกคนอื่นๆที่ยังกล้าๆกลัวๆมาร่วม ใครมาสอบถามก็นัดแนะเวลากันไปว่ารวมกันบ่ายสามโมงคุยอีกที ช่วงนี้ก็นับคนที่มาได้ราวๆยี่สิบคน ซึ่งว่าตามตรง ก็เป็นจำนวนที่คุณเป้ประเมินไว้ว่า ชื้นใจแล้ว คือ ยี่สิบคนก็พอสมควรแล้ว ยืนแข็งกันแล้วไม่น่าเกลียด แต่ก็เชื่อว่าอย่างไรก็จะมากันอีก โดยเป้าหมายที่คาดไว้ตามจุดประสงค์คือร้อยคน ช่วงนี้คุณเป้กับ...เอ่อ...คนนั้นล่ะ หายตัวไปกินข้าวก่อน รอช่วงบ่ายสามคุย

 

//ขณะกำลังรอคนมา ช่วงนี้ก็มีกิจกรรม ถ่ายภาพกับหมาหล่อ ไว้ว่ากันทีหลัง

 

พอมาถึงบ่ายสาม ซึ่งเป็นเวลานัดหมายในเวป กลุ่มคนที่นัดไว้ก่อนหน้านี้ก็ทยอยมากันเรื่อยๆ สิบคน ยี่สิบคน คนรอบๆที่ยืนเก็กหล่อกันบ้าง เดินยิ้มไปยิ้มมาอยู่บ้าง(จริงๆคือเขินนั้นล่ะ ไม่ยอมมารายงานตัว) ก็เขามาร่วมวงด้วย กลุ่มคนค่อยๆขยายเป็นสี่สิบ ห้าสิบคน เอาล่ะปิดทางเดินรถไฟฟ้าแล้ว ย้ายครับๆ

 

โปจิรับหน้าที่เป็นพิธิกร รายงานกติกาไปเรื่อยๆ หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ .... เฮ้ยคนชักเยอะเฟ้ย นับด้วยสายตาแล้วเกินร้อยได้ สุดยอดดดดด!!! แล้วคุณเป้ไปไหน???

มีฝรั่งมาด้วย มากันทั้งครอบครัวเลย งานนี้โกอินเตอร์ของจริงละ

ช่วงนี้ก็ได้ลองถ่ายภาพบรรยากาศลองกล้องอีกรอบ ยังใช้การได้ แหม่ ก็ซื้อทั้งหัวล้างใหม่ เทปใหม่รองานนี้เลยนะเนี่ย

 

คนเริ่มมากก็เริ่มคึก ก็พอดีว่าคุณวาผู้ให้สัญญาณได้เดินทางมาถึงพอดี เธอมาถึงพร้อมเครื่องดนตรี พิคโคโร่ซึ่งทำให้หลายคนผิดหวังมากว่า ทำไมมันไม่ใช่สีเขียว มีสองหนวด? (555) สำหรับใครยังไม่ทราบ พิคโคโร่ เป็นเครื่องดนตรีรูปร่างคล้ายฟรุต แต่สั้นๆและเสียงจะแหลมที่สุดในวงดุริยางค์ คุณวาโชว์เพลงที่จะใช้เป็นสัญญาณให้เราฟังสั้นๆ ซึ่งก็เป็นเพลงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

 

ราวกับเสียงสวรรค์ ดูเหมือนเทศกิจจะได้ยินจึงปรี่มาดูจุดที่คนมุงกันมากมาย  งานนี้คุณเป้(ที่ทำหน้างงเพราะพึ่งเห็นจำนวนคน) กับโปจิก็เขาไปเคลียร์ก่อนเริ่มงาน

(จนถึงเวลานี้ กล้องยังทำงานได้เป็นปรกติดีอยู่)

 

หลังจากเสียเวลากับเทศกิจเล็กน้อย แต่เพราะใกล้เวลานัดหมายแล้ว ที่จริงยังมีเรื่องที่อยากนัดแนะอีกหลายจุดเพื่อความเนียนแต่กลัวว่าจะไม่ได้เริ่มงานกันมากกว่า จึงให้ทุกคนสลายโต๋ สี่โมงให้มากันให้พร้อมเพรียงรอเสียงสัญญาณ

 

สัญญาณนาฬิกาบอกเวลา สี่โมงตรง เสียงพิโคโล่ดังก้อง ณ ทางเชื่อมรถไฟฟ้า แล้วม่านการแสดงก็เปิดฉาก

 

คนราวๆ ร้อยยี่สิบคน(ไม่ได้โม้) ที่กระจายตัวกันพร้อม ณ บริเวณทางเชื่อม ยาวไปถึงสามช่วงเสารถไฟฟ้า เริ่มฟรีส (เสียดายที่ฟรีสไม่พร้อมกัน เพราะพิโคโล่ดังไปไม่ถึงคนที่อยู่ไกลๆ แต่ไม่เป็นไรมาก) กล้องทุกตัวเริ่มถ่าย กล้องผมก็เช่นกัน เพียงแต่มันเริ่มไม่เหมือนทุกที...

 

อยู่ๆภาพที่หน้าจอบันทึกก็กลายเป็นเส้นๆสีเขียวๆ

 

Chip Lost (ชิบ หาย) หน้าจอพัง(ละม้างง) แต่ก็ยังตั้งหน้าถ่ายต่อ

แต่ละคนเริ่มฟรีสกัน หลายคนเล่นท่าง่ายเช่น คนเดิน คนคุย คนถือกล้อง(ไอ้นี้เนียน) ท่ายากหน่อยก็ คนเก็บของ คนก้าวขา คนกินไอติม(จบงานละลายหมด) คนเหาะ(ไอ้นี้ไม่มี) สร้างความงุนงงให้คนเดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่น้อย

แต่ดูหลายคนจะพอรู้บ้าง เพราะกล้องเยอะเหลือเกิน ผมไม่ได้ว่าแค่กล้องVDO หรอก กล้องถ่ายรูป กล้องมือถือ กล้องMP3 กล้องIPhone(รวย) กล้องยาสูบไม่มี ทำให้หลายคนรู้ว่างานนี้มีเตี้ยม แต่ช่างเถอะ ถ้าจะให้บอกว่า ทุกท่านครับ กรุณาอย่านำกล้องมาถ่ายระหว่างฟรีสนะครับ มันก็ดูเหลวไหลไปหน่อย เพราะทุกคนก็มาเพื่อร่วมสนุกกัน ก็ต้องเก็บภาพเอาไว้เป็นที่ละรึกเป็นเรื่องปรกติ

 

แล้วห้านาที(กว่าๆ) ก็จบลง เฮ้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

ผมเปิดเช็กภาพที่บันทึกไว้ ก่อนจะพบว่า สิ่งที่ผมถ่ายไปทั้งหมด ไม่ได้อะไรเลย T-T

 

เดียวต่อครึ่งหลัง