หากนับถึงประวัติศาสตร์นวนิยายสืบสวนของไทยกันจริงๆแล้ว ประเทศไทยเรามีนวนิยายสืบสวนฯกันมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้พระราชนิพนธ์เรื่องสั้นชุด “นิทานทองอิน” ในปี 2447 ซึ่งเป็นเรื่องสั้นแนวสืบสวนฯ เรื่องแรกของไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” ของอาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ ที่กำลังโด่งดังอยู่ในประเทศอังกฤษในช่วงเวลาเดียวกัน ด้วยหมายว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นใบเบิกทางให้นิยายแนวรหัสคดีเกิดขึ้นในประเทศไทย

 

            จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ร่วมร้อยกว่าปี ขณะที่นวนิยายแนวสืบสวนฯของต่างประเทศพัฒนาไปไกลลิบ แต่ที่ประเทศไทย กลับค่อยๆคืบคลานอย่างเชื่องช้า

.

.

.

เฮ้อ น่าเศร้า

 

 

แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังซักกะหน่อย

 

 

Nanmeebooks Award 2551

 

 

โชคดีที่เดียวนี้หลายๆสำนักพิมพ์ที่เห็นค่าในการส่งเสริมผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งมีมาให้เห็นกันเรื่อยๆ โดยเฉพาะของ นานมีบุ๊ค ที่มีการประกวดหนังสือกันทุกๆปี แถมยังมีจัดแยกเป็นรางวัลสาขา สืบสวนสอบสวน ออกมาโดยเฉพาะอีกด้วย ทำให้นักเขียนมีแรงกายแรงใจอยากปลุกปั้นงานเขียนแนวสืบสวนฯกันมากขึ้นไปอีก คอนิยายสืบสวนฯอย่างผมเห็นอย่างนี้แล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจด้วยจริงๆ

 

โดยในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปีที่ผ่านมา นานมีก็ได้ตีพิมพ์ผลงานของผู้ที่ได้รับรางวัลอันดับ 1,2,3 ออกมาวางขายด้วย (ปีก่อนหน้านั้นมีถึง 4 เล่ม แต่ทุกเล่มได้รับรางวัลชมเชยหมดเพราะไม่มีผู้ชนะ แสดงให้เห็นว่ากรรมการเขี้ยวแค่ไหน แต่ เอ!!! ถ้าได้รางวัลชมเชยหมด แล้วพี่ท่านจะพิมพ์ออกมาทำไมหว่า...ช่างเหอะ ถือเป็นกำลังใจคนเขียนก็ละกัน) โดยทั้งสามเล่มมีดังนี้

 

รางวัลชนะเลิศ “ปริศนา 70 ล้าน” ของคุณ ปริศนา ปรัศนี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 “ฆาตกรรมลวง” ของคุณ จัตวาลักษณ์ (ปีก่อนหน้าก็ได้รางวัลชมเชย ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือด้วย)

รางวับรองชนะเลิศอันดับ 2 “คดีลึกลับสืบจากศพ(หมา)” ของคุณ ดุสิตา (ชื่อเหมือนน้ำดืมที่มหาลัยฯแฮะ)

 

ที่ผมมีโอกาสอ่านแล้วคือ ปริศนา 70 ล้าน กับ คดีลึกลับฯ ซึ่งเป็นผลงานที่น่าสนใจมากทั้งคู่ จึงถือโอกาสรวบรัดเล่าให้ฟังคราวเดียวเลย ส่วนฆาตกรรมลวงไว้มีโอกาสจะเอามาแนะนำอีกทีหนึ่งครับ

 

ปริศนา 70 ล้าน

 

เรื่องย่อ - ปริศนา 70 ล้าน เป็นนวนิยายสืบสวนฯที่ไม่ได้เริ่มเรื่องจากศพ แต่เรื่องเกิดขึ้นจากการหายไปของเงินในธนาคารกว่า 70 ล้านบาท ทั้งๆที่มีการเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา คมน์ ครองธรรม นักสืบสายตาสั้น จึงถูกขอร้องจาก ชาตรี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารและเพื่อนซี๊เก่าของคมน์ ให้ช่วยสืบคดีอย่างลับๆ เพราะผู้ต้องสงสัย ก็คือ พนักงานธนาคารกว่าสิบชีวิต แถมหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นชายที่เคยแย่งคนรักของนักสืบไปเสียอีก

 

วิจารณ์  ปริศนา ปรัศนี (นามปากกา) ไม่ใช่มือใหม่ในงานเขียนแต่อย่างใด เพราะเขาเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาก่อนโดยใช้นามปากกาว่า ชิด ชยากร ปริศนา 70 ล้าน จึงเป็นนิยายอ่านง่ายที่มีสำบัดสำนวนค่อนข้างดี ทำอ่านแล้วไม่ค่อยสะดุด ตัวพล๊อตเรื่องเองก็พอใช้ได้ แต่ไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไร เพราะอ่านไปถึงครึ่งเรื่องก็พอสรุปคร่าวๆได้ แต่คาดว่าผู้เขียนคงติดปัญหามาจากการเขียนเรื่องสั้นที่ใช้ตัวละครน้อย ทำให้ช่วงที่นักสืบกับตำรวจเริ่มลงมือสอบปากคำผู้ต้องสงสัยซึ่งมากมายหลายคนเหลือเกินแต่ผู้เขียนบรรยายเร็วมากจนอ่านแล้วจำไม่ค่อยได้ แถมชื่อตัวละครยังมีตัว “ช” ช้าง เต็มไปหมด เดี๋ยวก็ ชาตรี เดี๋ยวก็ เชิดชาย อีกคนก็ชื่อ เชี่ยวรบ ฯลฯ ยิ่งเป็นคนจำชื่อคนไม่เก่งอย่างผมด้วย ไม่ทราบว่าคิดจะแกล้งคนอ่านกันใช่หรือเปล่าเนี่ย

            อีกจุดหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไรคือ บทเฉลยในหน้าท้ายๆ ที่เหมือนอยู่ๆก็ลอยขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนว่าตัวนักสืบเป็นคนรู้ความลับนี้อยู่คนเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ปูพื้นตรงส่วนนี้ไว้เพียงแค่น้อยนิด แต่พอเข้าใจว่า คนเขียนคงคิดพล๊อตตรงนี้ไว้แต่แรกแล้ว แต่อาจจะยังเล่าได้ไม่ดีนี้ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนไป

 

คดีลึกลับ สืบจากศพ(หมา)

 

คดีนี้ก็ต่างจากนวนิยายสืบสวนสอบสวนเรื่องอื่นๆอีกแล้ว เพราะแทนที่นักสืบจะตามสืบจากผู้เสียชีวิต(ที่เป็นคน) ไปตามสืบจากสิ่งมีชีวิตที่เป็นหมาแทน อ่านพล๊อตแล้วรู้สึกโดนใจมากเลยหยิบกลับบ้านอย่างไม่ลังเล โดยเรื่องราวเกิดจากการเสียชีวิตอย่างทารุณของเหยื่อรายหนึ่ง ซ้ำคนร้ายยังตัดหูซ้ายของผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย แต่ที่ผิดปรกติที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ ตำรวจได้พบศพของสุนัขตัวหนึ่งในที่เกิดเหตุ แถมยังถูกฆาตกรรมในสภาพเดียวกับผู้ตายอีกตะหาก เป็นเหตุให้นายตำรวจ อลงกต ที่ติดใจในคดีต้องไหว้วานให้หมอฝน สัตวแพทย์สาวร่วมมือชัณสูตรศพหมา เพื่อตามหาคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดีให้ได้

 

            สืบจากศพ(หมา) ค่อนข้างจะตรงข้ามกับเรื่องแรกตรงที่ คุณดุสิตานั้นเป็นนักเขียนมือใหม่จริงๆ และนวนิยายสืบสวนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกของเธอเลยก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อได้ลองอ่านก็เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนถึงลักษณวิธีการเล่าเรื่องที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกติดขัดในสำนวน มีการบรรยายอารมณ์ของตัวละครที่ดูแปลกๆและปรากฎคำที่ฟุ้มเฟือยอยู่มาก แถมในส่วนของการสืบสวนคดี การเปิดเผยหลักฐาน การซ่อนปมของเรื่องราวก็ทำได้ไม่ค่อยแนบเนียนนัก หากใครเป็นคอสืบสวนฯอ่านก็คงเดาเรื่องได้ตั้งแต่ผ่าท้องหมากันนั้นล่ะ

            แต่หากตัดเรื่องสำนวนออกไปบ้าง สืบจากศพ(หมา) ก็นับว่าเป็นนิยายสืบสวนที่มีพล็อตเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว น่าติดตามมากว่า ในอนาคตคุณ ดุสิตาจะสามารถพัฒนางานเขียนของตัวเองและ สร้างสรรค์ผลงานเรื่องใหม่มาให้เราๆท่านๆได้อ่านกันอีกหรือเปล่า

 

 

เป็นที่น่าชื่นชมมากว่าที่ในประเทศไทยยังมีผู้ให้ความสนใจและสนับสนุนผลงานของนักเขียนนิยายสืบสวนฯปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าผลงานที่ได้รับรางวัลในการประกวดคราวนี้จะยังมีจุดบกพร่องบ้างเล็กน้อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะพัฒนาต่อยอดงานเขียนแนวสืบสวนฯที่นักเขียนไทยแม้ยังคงวิ่งไล่ตามต่างประเทศอยู่ แต่ผมเชื่อว่าก็คงอีกไม่นานนักล่ะ ที่เราจะได้เห็นงานเขียนแนวสืบสวนฯเจ๋งๆที่สามารถยืนเทียบเคียงงานของต่างประเทศได้เสียที

เราอ่านนิยายรักทำไม?

 


        ก่อนหน้านี้ มีเพื่อนคนหนึ่งของผมที่ชอบอ่านนิยายรักมาก ผมที่อ่านแต่นิยายสืบสวนสอบสวนจึงได้แต่สงสัยว่า จะอ่านอะไรกันนักกันหนา มันกลับตอบออกมาสั้นๆว่า

"อ่านแล้วนึกถึงคนรัก"

ผมหัวเราะให้กับคำตอบที่โคตรจะน้ำเน่าของมันและไม่คิดจะถามอะไรอีก

ก็ตอนนั้นผมไม่เคยมีคนรักนี่หว่า

.......................................................................

    สำหรับผมแล้ว นิยายรักแทบจะเป็นสิ่งที่ผม “เมิน” เป็นอันดับแรก ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะผมไม่รู้จะเริ่มจากเล่มไหนดี ก็พี่ท่านครับ ลองไปร้านหนังสือซักร้านแล้วท่านจะรู้ว่า ไอ้นิยายรักเนี่ยมันมีมากมายขนาดไหน เอาแค่สำนักพิมพ์แจ่มใสก็ปาไปร้อยกว่าหัวแล้วเห็นจะได้ หรือจะเป็นของท่านๆนักเขียนยุคเก่าๆก็ไม่ชินกับสำนวน อ่านแล้วไม่ติดพัน อุส่าเพ่งสมาธิอ่านทั้งที ขออ่านมังกรหยกหรือกระบี่ไร้เทียมทานดีกว่า

    อย่างที่สองคือ ผมไม่ “อิน” เอาเสียเลย บ่อยครั้งมากๆที่ผมเปิดดูละคร ไม่ว่าจะไทยหรือเกาหลี ผมมักสงสัยในพฤติกรรมของคู่พระนางที่ทำไมเขาต้องทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น พระเอกเข้าใจผิดนางเอกแล้ว แล้วน้องสาวทำไมไม่โทรไปเคลียร์ หรือไม่ได้เติมเงินค่าโทร ไอ้โน้น ไอ้นี้ ไอ้นั้น โว้ยย! หงุดหงิด เปลี่ยนช่องดีกว่า
    ขนาดในโทรทัศน์ยังเป็นขนาดนี้ ถ้าเป็นนิยาย ผมอ่านๆอยู่มิเขวี้ยงหนังสือลงพื้นหรือไง

    ที่จริงแล้วก็ใช่ว่าผมจะเมินนิยายรักเสียหมดนะ แต่ที่อ่านๆมักเป็นนวนิยายรักที่มีพล๊อตแปลกๆนำเรื่อง แล้วมีเรื่องรัก โรแมนติก ผสมปนๆกันไปบ้าง เช่นว่านวนิยายเรื่อง "ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85" ของคุณวินทร์ ซึ่งไอ้เล่มนี้ จะบอกว่าเป็นนิยายโรแมนติกก็ออกจะพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไร เพราะมันน่าจะเรียกว่านิยายไซไฟมากกว่า นอกนั้นก็เป็นพวก การ์ตูนตาหวานที่พี่สาวเป็นคนซื้อมา แต่เดี๋ยวนี้พี่ไม่ค่อยอ่านการ์ตูนอีกแล้ว จึงไม่มีโอกาสได้อ่านอีก

จนกระทั้งปีที่แล้ว อาจารย์ผมก็แนะนำให้ผมลองอ่าน

.............................................................

บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายรักของนักเขียนนามปากกา ฟีลิปดา เป็นเรื่องที่อาจารย์ผมแนะนำให้ผมลองอ่านเพื่อพัฒนาด้านการเขียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายรัก ที่สอนนักอ่านให้เขียนนิยายรัก โดยเล่าถึง พัดชาวดี ที่ลาออกจากงานมาอยู่เกาะ เพื่อมุ่งมั่นที่จะเขียนนวนิยายโรแมนติกของตัวเองให้เสร็จให้ได้ภายใน 100 วัน แต่ความฝันกลับต้องมาสะดุดเพราะนาย โทนี สุดหล่อเจ้าของบ้าน มาดนิ่งปากร้ายคอยรบกวนหัวใจ ไม่พอ เจ้าหล่อนยังต้องมาแกล้งเป็นแฟนกับนายโทนี คนนี้เสียอีก


บันทึกร้อยวันฯ เป็นนวนิยายสลับกับบทเรียนสอนการเขียนนวนิยาย  โดยผ่านการลงมือเขียนของพัดชาวดีที่ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆทีละวันๆ ทำให้เราเห็นภาพการลงมือปฏิบัติงานของนักเขียนนิยายคร่าวๆ และระหว่างที่ลงมือเขียนอยู่นั้น พัดชาวดีก็ต้องพบกับเรื่องราวต่างๆที่ค่อยมากวนหัวใจอยู่เสมอๆจนไม่รู้ว่าหล่อนจะประสบความสำเร็จในการเขียนนวนิยายรักหรือจะพบรักก่อนกันแน่  นิยายเล่มนี้จึงเป็น เหมือน นิยายซ้อนนิยายแล้วซ้อนบทเรียนเขียนลงไปอีกชั้นหนึ่ง

ผมใช้เวลาอ่านนิยายเล่มนี้นานมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะมันหนามากๆ ตั้ง 810 หน้า ก็แหม่ พี่ท่านเล่นเขียนนิยายออกมาเป็นบันทึกประจำวันตั้งร้อยวัน เยอะขนาดนี้จะให้เอาไว้อ่านหรือเอาไปหนุนแทนหมอนกันแน่ครับ คุณฟีลิปดา

......................................................

วันที่ผมอ่านนิยายเล่มนี้จบ จู่ๆด้วยอารมณ์ประมาณไหนก็ไม่ทราบได้ ผมออกจากบ้านไปพร้อมนิยายเล่มนั้น นั่งรถไปที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวสยาม สั่งม๊อคค่าแก้วโปรด นั่งจิบอยู่คนเดียว ตาเหม่อมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า

ใจนึกถึงใบหน้าของใครคนหนึ่งที่เคยนั่งยิ้มอยู่ตรงข้าม

คนที่ผมรัก....เคยรัก

ผมเปิดอ่านนิยายเล่มนั้นอีกครั้ง โดยเฉพาะฉากพ่อแง่แม่งอนของ พัดชาและโทนี กับบทพูดที่บางครั้งก็ชวนให้ขบขัน บางครั้งก็ชวนให้อารมณ์เสีย และบางครั้ง ก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวขึ้นในใจ
...
และบางครั้ง รู้สึกอยากร้องไห้

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆ คำพูดต่างๆที่ผมเคยพูดกับใครคนหนึ่ง บางทีมันก็ซ้อนทับกับเรื่องราวในนิยาย ทั้งที่ผมไม่เคยไปที่เกาะเขียว ที่ๆพัดชาวดีและโทนีต้องแกล้งฟอร์มเป็นคนรักใส่กัน
.
.
.
"อ่านแล้วนึกถึงคนรัก"

ผมชักเข้าใจที่เพื่อนผมบอกแล้วสิ

สุขสันติ์เดือนแห่งความรักครับ
----------------------

ปล. จริงๆอยากเขียนให้เสร็จก่อนวันวาเลนไทน์ แต่คอมดันมีปัญหา เลยสายซะขนาดนี้

ปล.2 ต่อไปจะไปเรื่องสืบสวนแน่ๆครับรับรอง

edit @ 18 Feb 2009 19:12:14 by PeterBen

 

 

มานึกๆดูแล้ว ทั้งที่ผมทำบล๊อกเกี่ยวกับนิยายสืบสวนสอบสวนมาตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่เคยรีวิวถึงยอดนักสืบในตำนานอย่าง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เลยซักครั้ง

จริงๆก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าตัวนักสืบผู้นี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก มากซะขนาดต่อให้ผมไม่ต้องพูดอะไร ทุกท่านก็น่าจะรู้จักกับชายผู้นี้ดีอยู่แล้ว เผลอๆจะดีกว่าผมเสียอีก

 

ฉะนั้น ผมขอกล่าวลาทุกท่านไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี

.

.

.

แน่ะ ทำเนียน ^_^

เอาละ เข้าเรื่องเสียที

 

มหาสุญกาล ประพฤติการณ์ในต่างแดนของเชอร์ล็อก โฮล์มส์

 

หากทุกท่านเคยศึกษาถึงผลงานอันเป็นอมตะของท่าน เซอร์อาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ ชุดนี้ อาจจะเคยทราบกันมาบ้างว่า โคนัน ดอยล์ เคยเขียนให้นักสืบตาเหยี่ยวผู้นี้เสียชีวิตไปแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่ชื่อว่า “ปัญหาสุดท้าย (The Adventure of the Final Problem) โดยยอดนักสืบของเราได้ต่อสู้กับศัตรูคู่แค้นของเขา ศาสตราจารย์ เจมส์ มอริอาร์ตี้ นโปเลียนแห่งวงการอาชญากรรม และหายสาปสุญไปพร้อมๆกัน ณ ผาน้ำตกไรเช่นบัค ในปี 1893

 

ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใด โคนัน ดอยล์ถึงทำเช่นนั้น บางคนว่าท่านเซอร์ของเราอาจจะเบื่อกับนายนักสืบขี้เก๊กคนนี้แล้ว บ้างก็ว่าเพราะท่านรวยมากจนไม่รู้จะเขียนต่อไปทำไม แต่คงไม่ใช่เพราะโดนบก.ตัดจบเป็นแน่ เพราะภายหลังการจบแบบปาหมอน (หรือควรจะเรียกว่าปาไปป์ดี) ก็ทำให้ยอดขายนิตยสารตกฮวบ เพราะผู้อ่านรับไม่ได้

 

จนกระทั้งในปี ค.ศ.1907 เกือบหนึ่งทศวรรษ โคนัน ดอยล์ ก็นึกคึก ปลุกยอดนักสืบผู้นี้ขึ้นมาจากก้นน้ำตกหน้าตาเฉยในตอน “บ้านร้าง ( The Empty House)” สร้างความปิติให้กับแฟนๆผลงานของท่านเป็นอย่างมาก

 

ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาตามท้องเรื่องที่ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หายตัวไปในตอนปัญหาสุดท้ายนั้นคือ พฤษภาคม 1891 และการกลับมาในตอนบ้านร้างคือ  เมษายน 1894 เป็นเวลาถึง 3ปี โดยโฮล์มส์ ได้เล่าให้วัตสันฟังว่าเขาเดินทางไปทั่วทั้งทิเบต เปอร์เซีย เมกกะ คาร์ทูม ฝรั่งเศส ...ฯลฯ

 

ช่วงสามปีนี่ละคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

 

สามปีที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

                มหาสุญกาล เป็นหนังสือที่รวมเอาเรื่องสั้นจำลักษณ์ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หลายเรื่องจากหลากนักเขียน ที่พยายามอุดช่องว่างสามปีที่ เซอร์อาร์เธ่อร์ เว้นว่างไว้ให้เต็ม โดยเรียงลำดับเวลาและสถานที่เอาไว้อย่างเหมาะสมและลงตัว และกลายเป็นสะพานที่เชื่อมต่อจากหน้าผาไรเช่นบัค ไปสู่สวนสาธารณะป๊าร์คเลน ที่ๆ โฮล์มส์ และวัตสันได้พบเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

 

การผจญภัยนอกเกาะอังกฤษของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์

 

ใช่ว่า โคนัน ดอยล์จะไม่เคยพายอดนักสืบของเขาออกนอกประเทศเลย แต่ในช่วงของมหาสุญกาลนั้น สามปีของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไม่ต่างอะไรกับการพักร้อนระยะยาว ที่ทำให้ยอดนักสืบของเราสามารถที่จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนแห่งหลังคาโลกอย่าง ทิเบต การเผชิญหน้ากับเยติที่หิมาลัย พูดคุยกับปรมจารย์แห่งจิตวิทยา ซิกมุนด์ ฟรอยด์ หรือแม้แต่เที่ยวเมืองเชียงใหม่ในไทย O_o

               

 

                สิ่งที่ผมอดชมไม่ได้ในหนังสือเล่มนี้นั้น ไม่ใช่แค่การพยายามอุดช่องว่างให้เต็มเท่านั้น แต่เป็นในส่วนของคำตามที่เต็มไปด้วยข้อมูลและลายละเอียดปลีกย่อยที่แนบท้ายอยู่ทุกบท แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและการหาข้อมูลของเหล่านักแปลและบรรณาธิการที่ขวนขวายหามา ซ้ำในทุกบทยังมีภาพประกอบควบคู่ไปด้วย แถมหน้าปกยังดูดีมากๆ จนทำให้หนังสือเล่มนี้ เหมาะเป็นฐานข้อมูล และของสะสมที่แฟนพันธุ์แท้ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ จะต้องหามาเก็บเข้าบ้านให้ได้

 

5ดาวเต็มไปเลย

 

 

 

 

ปล. พรุ่งนี้ 10.15 ช่อง 3 ซิตคอม ผู้กองเจ้าเสน่ห์  จะเป็นพล๊อตเกี่ยวกับสืบสวนสอบสวน 

        ทำไมผมถึงรู้นะเหรอ

 

        ก็ผมไปช่วยเขาเขียนนะสิ เฮอะๆๆ

 

ปล2. อยากไปงาน อะบุ๊กแฟร์ แต่ไม่มีทั้งเงินและคนที่จะไปด้วย ใครว่างไปกันมะ?

 

ปล3. จะจบแล้ว แต่ยังไม่มีงานทำ แฮะๆ


edit @ 7 Feb 2009 22:29:13 by PeterBen